<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016</id><updated>2011-04-21T18:49:30.381-04:00</updated><title type='text'>pin poramet's blog</title><subtitle type='html'>Enjoy the world of bloggers !!!</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://pinporamet.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>99</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-3724476162418880173</id><published>2007-02-06T22:44:00.000-05:00</published><updated>2007-02-06T22:48:38.033-05:00</updated><title type='text'>ย้ายบ้าน</title><content type='html'>หลังจากถูก blogspot บังคับให้ต้องอัพเกรด blog  ปรากฎว่า blog ของผมกลับเจอปัญหา ข้อความที่เคยโพสต์หายไป และหน้าตาของ blog ก็เปลี่ยนไป ลิงก์ตกไปอยู่ข้างล่าง ฟอนต์ไทยอ่านไม่ออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อแวะไปดูลาดเลาที่ wordpress ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม ก็รู้สึกติดใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเลยขอย้ายบ้านไปที่ &lt;a href="http://www.pinporamet.wordpress.com/"&gt;http://www.pinporamet.wordpress.com/&lt;/a&gt; ครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-3724476162418880173?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/3724476162418880173'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/3724476162418880173'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2007/02/blog-post.html' title='ย้ายบ้าน'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-116910330083979811</id><published>2007-01-20T01:52:00.000-05:00</published><updated>2007-01-19T14:13:51.990-05:00</updated><title type='text'>ก.ม.นอมินี ต้องแก้ให้บังคับใช้ได้จริง</title><content type='html'>&lt;strong&gt;ประชาไท 16 มกราคม 2550 &lt;/strong&gt;– จากกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้แก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และเกิดกระแสคัดค้านจากหอการค้าต่างประเทศ จนนำมาสู่การตั้งคำถามว่า นี่จะเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่ขัดต่อกระแสโลกาภิวัตน์หรือไม่นั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายปกป้อง จันวิทย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวแสดงความเห็นในช่วงท้ายของการสัมมนาเรื่อง วิกฤตเศรษฐกิจ ที่จัดโดยคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. เมื่อวันที่ 15 ม.ค. ว่า เรื่อง พ.ร.บ.ต่างด้าวฯ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นประเด็นมาตั้งแต่สมัยที่ใช้ ปว. 281 จนมาถึงเรื่องพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ปัญหาที่ผ่านมาก็คือ ประเทศเราเป็นประเทศเปิด รับการลงทุนตลอด แต่ที่ผ่านมาเราใช้วิธี ‘หลิ่วตา’ คือไม่ได้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ตัวกฎหมายก็เป็นไปเพื่อทางการเมือง ให้เห็นว่าเราปกป้องทุนชาติในความหมายที่มันสร้างคะแนนความนิยมทางการเมืองให้กับนักการเมืองของชาติได้”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขากล่าวต่อว่า ในทางปฏิบัติ เราไม่ได้สนใจจะบังคับใช้กฎหมาย และเราก็เห็นนักธุรกิจต่างชาติ ทุนต่างชาติเข้ามาแล้วก็แปลงร่างเป็นทุนไทย เทสโก โลตัส บิ๊กซี คาร์ฟูร์ ทุนไทยทั้งนั้น มีสัญชาติไทยทั้งนั้น แล้วก็ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายพ.ร.บ.ต่างด้าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนเมื่อวันที่ 15 ม.ค. ที่ผ่านมา ที่ประชุมครม. มีมติให้แก้ไขร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยเพิ่มนิยามความเป็นต่างด้าว จากเดิมที่พิจารณาเฉพาะสัดส่วนการถือหุ้น มาพิจารณาที่สิทธิการออกเสียง (Voting Right) ด้วย ซึ่งจะทำให้บริษัทที่ให้คนไทยถือหุ้นแทน หรือเป็นนอมินี แต่แท้จริงบริหารโดยชาวต่างชาติ ก็จะถูกนิยามเป็นบริษัทที่เป็น ‘ต่างด้าว’ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดว่า บริษัทที่มีสัญชาติเป็นต่างด้าว ไม่สามารถประกอบกิจการในบัญชีสามประเภทได้อย่างเสรี ประเภทที่ 1 และ 2 เป็นกิจการที่อาจกระทบถึงความมั่นคง ส่วนประเภทที่สามนั้น คือประเภทที่ประเทศไทยยังไม่มีความพร้อมจะแข่งขันกับต่างชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายปกป้องกล่าวว่า เขาเห็นว่ารัฐบาลก็พยายามด้วยการบังคับใช้กฎหมายให้มันจริงจังมากขึ้น เพราะที่ผ่านมา เรานิยามแค่ความเป็นไทยโดยดูที่การถือหุ้น แต่เราไม่ได้ดูอีกขั้นว่า คนที่ถือหุ้นร้อยละ 51 นั้นเอาแหล่งเงินมาจากไหน หรือไม่ได้ดูเรื่องสิทธิการออกเสียง (voting right) อำนาจการจัดการบริหารบริษัท มันเป็นยังไง กฎหมายจึงพยายามแก้ตรงนั้นให้ใช้ได้จริง และมันเริ่มต้นที่เคสกุหลาบแก้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แต่มันก็ใช่ ว่าสิ่งที่รัฐบาลพยายามแก้ มันอาจไม่ใช่ทางออก เราอาจต้องดูตั้งแต่ต้นเลยว่า ธุรกิจอะไรที่เราคิดว่าเราจะคุ้มครองต่อไป ปัญหาคืออะไรที่จะบังคับ อะไรที่จะเปิด ถ้าจะเปิดก็คือเปิด ไม่ต้องมีกฎหมาย แต่ที่ผ่านมามีกฎหมายมาบังคับแล้วรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ก็เลือกที่จะหลิ่วตา เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการใช้วิจารณญาณ ก็ได้ส่วนเกินทางเศรษฐกิจ เพราะสามารถเลือกที่จะบังคับได้ว่าจะใช้กฎหมายกับใคร เมื่อไหร่”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายปกป้องกล่าวว่า ทางออก ทางแก้ของมัน คือต้องดูว่าเราต้องการคุมอะไรบ้าง ในธุรกิจบริการ อะไรจะอยู่ภายใต้พ.ร.บ.ต่างด้าวฯ อะไรที่จะเปิดไปเลยโดยที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ให้ทุนต่างชาติเข้ามาแทนได้เต็มที่ร้อยเปอร์เซนต์ แล้วเลือกควบคุมการผูกขาดด้วยกฎหมายฉบับอื่นๆ ที่ต้องใช้ประกอบกัน เช่น พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า 2542 พ.ร.บ.ป้องกันการผูกขาด อันนี้จะช่วยลดการใช้วิจารณญาณ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าเราแก้อยู่ในกรอบเดิม คือดูสามบัญชี และคุมสิทธิการออกเสียง (Voting Right) มันก็จะมีปัญหา เพราะจะมีบางธุรกิจในทางเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีการเข้ามามีส่วนร่วมของต่างชาติ เราก็ต้องมาดูว่า ความจริงมันเป็นยังไง อะไรที่ต่างชาติมีอยู่แล้ว อะไรที่ต้องคุ้มครอง หรือคุ้มครองก็ต้องให้ชัดว่า transition period มันจะยาวนานขนาดไหน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่น ถ้าเปิดเสรีการเงินให้ต่างชาติเข้ามาแข่งขันได้เต็มที่ ภาคธนาคารของเราก็เจ๊ง แต่ถ้าไม่เปิดเลย ธนาคารไทยก็เป็นผู้มีอำนาจผูกขาดในตลาดผู้เล่นน้อยรายได้ (อนึ่ง ธุรกิจธนาคารไม่ได้อยู่ภายใต้ พรบ.ต่างด้าว 2542) จะหาจุดลงตัวที่ดีต่อสังคมเศรษฐกิจไทยอย่างไร การเข้ามาของต่างชาติไม่ได้มีแต่เรื่องมิติเรื่อง GDP อย่างเดียว มันก็เป็นการแย่งชิงส่วนเกินทางเศรษฐกิจ ระหว่างทุนต่างชาติกับทุนไทย มันก็มีโอกาสที่คนไทยจะตกงานและสู้ไม่ได้ มันมีหลายมิติ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ประเด็นผมคือ ต้องนิยามให้ชัดว่าเราจะคุ้มครองอะไร ถ้าเราไม่คุ้มครองอะไรก็เปิดเสรีไปเลย อะไรที่ต้องคุ้มครองก็ต้องมีกฎกติกาที่โปร่งใสชัดเจน ถ้าต้องคุ้มครองก็ต้องมาดูว่า แค่ลำพังการดูผู้ถือหุ้น มันอาจจะไม่สะท้อนความเป็นจริง ก็ต้องมาดูสิทธิการออกเสียง (Voting Right)”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขากล่าวว่า ในความเป็นจริง เรื่องกุหลาบแก้วมันก็ผิดอยู่แล้วตั้งแต่พ.ร.บ.เก่า รัฐบาลไม่ต้องทำอะไรเลย ก็เล่นงานกุหลาบแก้วได้ เพราะผิดพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว 2542 มาตรา 36 มันก็เขียนไว้ชัดอยู่แล้ว ว่าการพยายามให้ถือหุ้นแทนมันผิดกฎหมาย มีบทลงโทษที่ชัดเจน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ผมคิดว่า สิ่งที่ทำอยู่ ไมได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เราก็ได้ยินเสียงมายาวนานแล้วว่า ให้เล่นเรื่องนอมินีอย่างจริงจัง ให้เป็นเคสกุหลาบแก้ว แต่พอมาเล่นอย่างจริงจัง ก็มีเสียงค้านว่า เดี๋ยวทุนจะหนีไปไหน แต่ถ้าเราดูบัญชีสามจริงๆ ที่ผ่านครม.อาทิตย์ที่แล้ว ทุนเก่าก็ไมได้รับผลกระทบอะไร เพราะแค่ไปรายงาน ไปแจ้งว่าที่ผ่านมาทำผิด แค่แจ้ง ไม่ต้องปรับสัดส่วนสิทธิการออกเสียง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แต่ผมแค่กังวลกลุ่มทุนใหม่ที่จะเข้ามาลงทุนภาคบริการ ต้องมาดูว่า มันจะคลุม ไม่คลุมอะไร นั่นน่าจะเป็นโจทย์ใหญ่ แล้วเราต้องอยู่บนโลกของความเป็นจริง ไม่ดัดจริต” เขากล่าวทิ้งท้าย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-116910330083979811?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/116910330083979811'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/116910330083979811'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2007/01/blog-post_20.html' title='ก.ม.นอมินี ต้องแก้ให้บังคับใช้ได้จริง'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-116906029472297570</id><published>2007-01-17T13:38:00.000-05:00</published><updated>2007-01-18T00:30:13.286-05:00</updated><title type='text'>คอนเสิร์ต 'เฉลียง' ครั้งใหม่ ?!</title><content type='html'>เมื่อวานนั่งเปิดทีวีเล่นไปเรื่อย มาสะดุดอยู่ที่ UBC ช่องหนึ่ง ซึ่งพี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง กำลังออกอากาศสดอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีผู้ชมคนหนึ่งโทรศัพท์ไปถามว่า 'เฉลียง' จะเล่นคอนเสิร์ตกันอีกเมื่อไหร่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พี่จุ้ยบอกว่าวันเสาร์ที่ 20 มกราคม มีคอนเสิร์ตคีตา มีเฉลียงไปเล่น 4 คน เพราะเขาให้ร้องแค่ 4 เพลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนตัวพี่จุ้ยไม่ได้ร่วมด้วย แต่จะไปร้องเพลงที่สนามหลวง เวลาประมาณเที่ยงๆ ! (บอกแล้วพี่ว่า บ้านเมืองมันร้อน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมฟังไปเรื่อย ขำๆ ไม่ได้คิดอะไร กระทั่งพี่จุ้ยบอกว่า อาทิตย์ที่ผ่านมาได้เจอกับพวกเฉลียง เห็นชวนๆ ให้มาเล่นคอนเสิร์ตครบทีมกันอีก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้ฟังแล้วก็ตื่นเต้นดีใจตามประสาแฟน 'เฉลียง'  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นข่าวดีข่าวแรกของปีหมูไฟ ที่แสนหดหู่เศร้าซึมสิ้นหวัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อวานคุณพิธีกรทั้งสองไม่ยอมซักต่อ  วันนี้ตอนค่ำๆ ผมเลยโทรศัพท์ไปสอบถามจากเจ้าตัว พี่จุ้ยบอกว่าพี่ดี้ชวนๆ อยู่ แล้วบอกต่อว่า เฉลียงรวมตัวกันเล่นคอนเสิร์ต ยากที่สุดก็อยู่ที่พี่ดี้กับพี่นี่แหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเลยยุส่งอีกแรง เอาน่าพี่ แฟนๆ รอมาหลายปีแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมดคอนเสิร์ตคีตาคงได้คุยกันต่อ ... พี่จุ้ยกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะคุยกันต่อเรื่องอื่น  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จับอารมณ์และน้ำเสียงแล้ว มีแววว่าแฟนเฉลียงทั้งหลายอาจจะได้ฉลองข่าวดี !&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หวังอย่างยิ่งว่าผมจะเข้าใจไม่ผิด จึงรีบมาแบ่งปันข่าวดีให้เหล่าคนสนิทชิดเฉลียงได้ทราบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างนี้ก็เตรียมซื้อดีวีดีคอนเสิร์ต 'แก้คิดถึงฯ' กับ 'เรื่องราวบนแผ่นไม้' ที่ใกล้เสร็จไปพลางก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากรู้รายละเอียดก็แวะได้ที่ &lt;a href="http://www.chaliang.com/"&gt;เว็บเฉลียง &lt;/a&gt;ครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-116906029472297570?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/116906029472297570'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/116906029472297570'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2007/01/blog-post_17.html' title='คอนเสิร์ต &apos;เฉลียง&apos; ครั้งใหม่ ?!'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-116845715869155654</id><published>2007-01-10T13:50:00.000-05:00</published><updated>2007-01-11T13:24:15.146-05:00</updated><title type='text'>หนังที่ 'นางฟ้า' ต้องดู</title><content type='html'>นับตั้งแต่ประโยคเปิดเกมของ 'นิ้วกลม' บนโต๊ะอาหารที่ร้าน iberry สยามสแควร์ เราทั้งสองก็โดนปาฏิหาริย์ของ 'นางฟ้า' เล่นงานเป็นระลอกๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนเมื่อสองวันก่อนถึงกับเกิดเหตุการณ์มือไม้สั่นความดันขึ้นกลางโรงอาหารกันเลยทีเดียว !&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เย็นวันหนึ่ง 'นิ้วกลม' ท้าทายผมว่า เห็นเขียนหนังที่ 'คนอย่างทักษิณ' ต้องดูแล้ว กล้าเขียนถึงหนังที่ 'นางฟ้า' ต้องดูหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัทโธ่ น้องชาย พี่ไม่เคยกลัวอยู่แล้ว ... ถ้าเขียนลับหลังอ่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเกทับกลับไปว่า ถ้าปิ่นกล้าเขียน  'นิ้วกลม' จะกล้าบล็อกตามเรื่อง 'หนังอีก 5 เรื่องที่ 'นางฟ้า' ต้องดู' หรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;'นิ้วกลม' ก็ตอบรับคำท้าทันควันอย่างไม่พรั่นพรึง ... เพราะเขียนลับหลังเหมือนกัน (ฮา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่คือหนัง 5 เรื่อง ที่ผมเสนอว่า 'นิ้วกลม' ควรชวน 'นางฟ้า' ไปดู &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้จะรู้อยู่แล้วว่าเธอคงปฏิเสธ 'มนุษย์ธรรมดา' อย่างชาเย็นก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;1. Love Actually&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นึกถึงหนังรักต้องเรื่องนี้มาก่อนเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาว่า Love actually is all around. ความรักอยู่รอบตัวเรานี่แหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่ง 'นางฟ้า' ด้วยแล้ว หันซ้ายขวาหน้าหลังก็คงเจอแต่ความรักล้อมรอบจนน่ารำคาญ อาจเพราะเบื่อหน่ายชินชา อาจเพราะสำลักความรัก 'นางฟ้า' เลยต้องสร้างกำแพงป้องกันความรักรอบตัวไว้หลายชั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;'นางฟ้า' เลยไม่เคยมองเห็นคนเฝ้ารอซ้ายขวาหน้าหลังอยู่ในสายตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งๆ ที่ Love actually is all around. แท้ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากรู้ว่าเวลา 'นางฟ้า' ดูหนังเรื่องนี้ จะรู้สึกสงสารชายถือป้ายที่กดออดหน้าบ้านสาวที่เขาแอบหลงรักในวันคริสต์มาสบ้างไหมหนอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2. Sin City&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;'นางฟ้า' คนดีจะชอบผู้ชายดีๆ ไหมนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือชะตากรรมของผู้ชายดีๆ จะต้องจบลงด้วยประโยค 'เธอดีเกินไป ไม่เหมาะกับเราหรอก' เสมอไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็ผู้ชายดีๆ มันน่าเบื่อ ไม่มีอะไรให้ค้นหา ไม่น่าตื่นเต้น มันธรรมดา ไม่เท่อ่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ชายดีๆ บางคน (คนชอบตัดเล็บคนนั้นแหละ)เคยเปรียบเปรยถึงชะตากรรมของผู้ชายดีๆ โดยทั่วไปไว้ ณ บริเวณทางขึ้นรถไฟฟ้าหน้าพารากอน กลางดึกคืนหนึ่ง ทำนองว่า "(ผู้ชายดีๆ)ก็เหมือนหนังสือเล่มที่อ่านแป๊บเดียวก็จบ อ่านจบเร็ว ก็โดนโยนทิ้งเร็ว"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ชายดีๆ อีกบางคน (คนหน้าตี๋ตาตี่คนนั้นแหละ) เคยเปรียบเปรยถึงชะตากรรมของผู้ชายดีๆ โดยทั่วไปไว้ในจดหมายไฟฟ้าฉบับหนึ่งทำนองว่า  "หนังสืออย่าง 'พันธุ์หมาบ้า' อ่านมันส์กว่า 'พันธุ์หมาพูเดิ้ล' เยอะ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คมไหมครับท่านผู้อ่าน ไม่น่าเชื่อว่า ความขมขื่นด้านความรัก (ในอดีต) ก็สามารถทำให้ผู้ชายเกิดอาการ ...คมมากกกก... ได้ด้วยเช่นกัน (ฮา) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นางฟ้าควรดูหนัง 'เมืองคนบาป' เรื่องนี้ เผื่อจะเจอชายในฝันบ้าง ถ้า 'นางฟ้า' ไม่รัก(ผู้ชาย)ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3. หมานคร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่เป็นหนังไทยที่ผมรักมาก แค่นึกถึงชื่อหนังก็มีเสียงเพลง 'ก่อน' ลอยมา จนต้องไปหยิบแผ่นโมเดิร์นด็อกมาเปิดคลอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;"ก่อนท้องฟ้าจะสดใส ก่อนความอบอุ่นของไอแดด ก่อนดอกไม้จะผลิบาน ก่อนความฝันอันแสนหวาน ในใจไม่เคยมีผู้ใด จนความรักเธอเข้ามา ทำให้ดวงตาฉันเห็นความสดใส ข้างกายไม่เคยมีผู้ใด จนความรักเธอเมตตา เป็นพลังให้ฉันสู้ต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนดวงดาวจะเต็มฟ้า ก่อนชีวิตจะรู้คุณค่า ก่อนสิ้นศรัทธาจากหัวใจ ก่อนที่คนอย่างฉันจะหมดไฟ ในใจไม่เคยมีผู้ใด จนความรักเธอเข้ามา ทำให้ดวงตาฉันเห็นความสดใส ข้างกายไม่เคยมีผู้ใด จนความรักเธอเมตตา เป็นพลังให้ฉันสู้ต่อไป บนโลกที่โหดร้ายเหลือเกิน ..."&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครจะคิด 'นางฟ้า' กลับเป็นผู้ที่ทำให้ 'หมาบ้าน' บางคน ต้องใช้ชีวิตอยู่บน 'โลกที่โหดร้ายเหลือเกิน' เสียเองตั้งหลายปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่รู้ว่าถึงวันนี้ 'นางฟ้า' มี 'หาง' หรือยัง !!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;4. Babe&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;'หมู' อยากดูแล 'แกะ' ยังเป็นไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้ว 'คน' อยากดูแล 'นางฟ้า' จะเป็นไปได้บ้างไหม?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฮิ้วววววว ... พี่ชัดเจนมาเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล.อาการทำนองนี้เป็นอาการปกติ ยาม 'หมาบ้าน' (คนข้างต้น) อยู่ต่อหน้าต่อตา 'นางฟ้า' ในระยะประชิด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;5. Sad Movie&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอจบเทศกาลหนัง 'นางฟ้า' ด้วยเรื่องนี้แล้วกันนะครับ เพราะสุดท้ายน้องชายผมคงต้องนั่ง sad ดู sad movie แบบเดียวดายทำนองคนไม่เก๋าแถมเหงาใจ   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;'ชีวิตมันเศร้า เรื่องเก่ามันโศก'&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดู Sad Movie คงพอช่วยปลอบตัวเองได้ว่า ชีวิตรักของคนอื่นมันเศร้า ... &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่เห็นเท่าเราเลย ฮือๆๆๆ (ฮา) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครบ 5 เรื่องแล้ว เชิญน้องท่านต่ออีก 5 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อเป็นการทำบุญหมู่เฉลิมฉลองปาฏิหาริย์ 'นางฟ้า' ร่วมกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-116845715869155654?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/116845715869155654'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/116845715869155654'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2007/01/blog-post.html' title='หนังที่ &apos;นางฟ้า&apos; ต้องดู'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-116810667217789448</id><published>2007-01-06T11:41:00.000-05:00</published><updated>2007-01-06T21:52:45.270-05:00</updated><title type='text'>blog tag ของ ปิ่น ปรเมศวร์</title><content type='html'>สวัสดีปีใหม่ 2550 ครับ !&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลับมาเขียน blog ตอนนี้ ก็เพราะคุณยุ้ย คนชายขอบแท้ๆ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณยุ้ยครับ คุณทำสำเร็จแล้ว !&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องของเรื่องคือ เมื่อตอนบ่าย แว่บเข้า msn ตั้งใจเข้ามาชมคุณ filmsick เป็นการเฉพาะว่าชอบบทความใหม่ที่เขียนมาลงคอลัมน์ &lt;a href="http://www.onopen.com/?cat=73"&gt;'ดูหนังอย่างคนป่วย'&lt;/a&gt; เรื่อง &lt;a href="http://www.onopen.com/2007/02/1347"&gt;'FLANDERS เปิดโล่งคือปิดล้อม' &lt;/a&gt; เสน่ห์งานเขียนของคุณ filmsick ประการหนึ่งคือฝีมือในการเขียนเปรียบเปรย และการเลือกใช้ศัพท์เท่ๆ บาดๆ กวีๆ ได้เด็ดขาด อีกประการหนึ่ง(ในอีกหลายประการ)คือ ตั้งชื่อเรื่องได้น่าสนใจ น่าอ่าน และสื่อความหมายของเนื้อเรื่องได้ชะงัดบาดลึก  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุยกันแป๊บนึง คุณ filmsick ก็บอกว่า ผมโดน tag ซะแล้ว พูดเหมือนกับผมจะเข้าใจงั้นแหละ อย่าถูกลวงตาด้วยเห็นเป็น บก.นิตยสารออนไลน์เชียว ตัวจริงมีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเพียงหางอึ่ง ไม่ใช่พวก geek อย่างคนชื่อยุ้ยที่อยู่แถวๆ ชายขอบนั่นซะหน่อย (ฮา) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไต่ถามคุณ filmsick เลยเข้าใจว่า blog tag ก็คล้ายๆ จดหมายลูกโซ่  ถ้าเราโดน tag แปลว่า เราต้องเขียนเล่าเรื่องของตัวเอง 5 ข้อ แล้ว tag ชาวบ้านต่ออีก 5 คน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะคุณยุ้ยแกไปโดน tag มา แกก็เลย tag ผมและเพื่อนต่ออีก 5 คน ด้วยต้องการเพิ่มแรงกดดันให้พวกเราอัพ blog &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(อ่าน tag ของคุณยุ้ยได้ &lt;a href="http://www.fringer.org/?p=199"&gt;ที่นี่&lt;/a&gt;) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณยุ้ยส่งมา จะไม่ทำก็ไม่ได้ เดี๋ยวอีกหน่อยจะยุไม่ขึ้น แถมเห็น&lt;a href="http://www.keng.ws/files/blog-tag_trace.html"&gt;แผนผัง&lt;/a&gt;ที่คุณ Keng อุตส่าห์ทำอย่างสวยงาม ดูแล้วรู้สึกว่า ถ้าไม่ทำตามกติกา และ tag ต่อจะเป็นบาปกรรมอย่างยิ่ง กลัวจะเป็นคนเลวเหมือนคามิยามะแห่งคุโรมาตี้ทำกับโดมิโนเพื่อหยุดสถิติโลก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่นนี้แล้ว ... เชิญรับทราบเรื่อง(ไร้สาระมาก)5 ประการของกระผม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ผมชอบสอนหนังสือมาตั้งแต่เด็ก(มากๆ)  แค่ประถมปลายมัธยมต้น ผมก็จับน้องมานั่งเรียนหนังสือ หน้ากระดานไวท์บอร์ดเล็กๆ ที่ติดอยู่หลังเก้าอี้นั่งของเด็ก และชอบทำชีทการบ้านบังคับให้น้องทำ ทำผิดก็ชอบจับตี (โหดอะไรอย่างนี้!) เหยื่อของผม นอกจากจะเป็นน้องสาว ก็เป็นน้องชาย ลูกของคุณอา จนคนหลังเข็ดขยาด ไม่ค่อยกล้ามาบ้านผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ผมเป็นเด็กจิ๋วแจ๋วครับ ! ทำรายการมาตั้งแต่ประถมหกจนถึงมัธยมสี่ (เคยแอบกลับไปทำอีกครั้งตอนอยู่ปีหนึ่งช่วงสั้นๆ) ถึงตอนนี้อายุเกือบสามสิบ (ไม่ใช่สามสิบไปหลายปีแล้วอย่างคุณยุ้ย)ประกอบอาชีพอาจารย์สอนหนังสือ ก็ยังโดนแนะนำต่อท้ายชื่อต่อหน้าฝูงชนว่าเป็นอดีตเด็กจิ๋วแจ๋วอยู่เลย เคยโดนแนะนำมาหมดแล้วไม่ว่าจะเป็นก่อนเริ่มงานอภิปราย งานปฐมนิเทศนักศึกษา งานพบผู้ปกครอง ไปสอนหนังสือ หรือเป็นวิทยากรอบรมนักข่าว  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคยโดนแนะนำผิดต่อหน้าสาธารณชนมาหมดแล้วเช่นกัน ว่าเป็นเด็กผึ้งน้อย เป็นเด็กเซ็นทรัลบัณฑิตน้อย เป็นเด็กโต้คารมมัธยมศึกษา ทั้งที่ผมไม่เคยไปเต้นผึ้งน้อยๆ ตัวนิดๆ   ไม่เคยเต้นชูมือขึ้นแล้วหมุนๆ  ไม่เคยโชว์แต่งตัวออกทีวี ซะหน่อย !&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. สมัยเรียนหนังสือปริญญาตรี แทบทุกวันศุกร์ บ้านผมจะเปิด CM Camp  สำหรับผู้ไม่รู้จัก CM เป็นชื่อย่อของเกม Championship Manager ผู้เล่นจะสวมบทบาทเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอล จัดทีมลงแข่ง ซื้อตัวนักเตะ เหมือนอยู่ในวงการลูกหนังโลกของจริงมาก (ใครอย่าเถียง แฟน CM ถือว่าเหมือนจริงมาก) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;CM Camp ประกอบด้วยสมาชิกหลักคือ ผม โอ๊ค และฮาร์ท สามเพื่อนรักแห่งคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ที่เรียก Camp เพราะเรากลับมาปักหลักกันตั้งแต่บ่ายวันศุกร์ เล่นยาวกันทั้งคืน นอนเช้า ตื่นเที่ยง แล้วซัดกันต่อ (คืนแรกกว่าจะซื้อตัวกันเสร็จก็สามสี่ทุ่มแล้ว บางตัวต้องเป่ายิ้งฉุบ หรือจับฉลากกัน) สถิติสูงสุดของ CM Camp คือ 2 คืน 3 วัน ไม่ไปไหนเลย ซัดไปหลายฤดูกาล  CM Camp เปิดติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี  ส่วนสถิติส่วนตัวของผม เคยเล่น CM สูงสุด 27 ฤดูกาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. ผมทำหนังสือครั้งแรกในชีวิตตอนอยู่ปริญญาตรีปีสอง หนังสือชื่อ 'เช้าใหม่' ขายเล่มละ 7 บาท ทำออกมาได้ 3 เล่ม พิมพ์ที่สำนักพิมพ์สุขภาพใจ ครั้งละประมาณ 1 พันเล่ม (ถ้าจำไม่ได้ผิด) วางขายที่ร้านนายอินทร์ และดอกหญ้า ท่าพระจันทร์ รวมทั้งศูนย์หนังสือ มธ. ทำกันเองเพราะอยากทำ กับเพื่อนอีก 4 คน มี เก่ง ผีหนึ่ง พี่โย และไอ้บุ้ง  นอกจากทำงานด้านบรรณาธิการ ตอนนั้นเขียนคอลัมน์ชื่อ 'ตะกร้าความคิด' ใช้นามว่า 'ปิ่น ปรเมศวร์' เคยได้จดหมายชมจากหลวงพี่ท่านหนึ่งด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. ก่อนปีใหม่ได้ไปกินข้าวกับ 'นิ้วกลม' เลยได้รู้ว่า ท่ามกลางความแตกต่างของเราทั้งสอง ทั้งอาชีพ ความสนใจ วิถีชีวิต กลับมีจุดร่วมอะไรกันบางอย่าง จุดร่วมที่ทำให้ชายสองคนละลายน้ำแข็งระหว่างกันได้โดยง่าย นั่นคือ เรามีพระเจ้าองค์เดียวกัน (หรือนางฟ้าวะ)(ฮา) ผมไม่ขอเล่า เพราะเล่าเรื่องได้ไม่เนียน ไม่ใช่นักเขียนอาชีพ เดี๋ยวจะมีปัญหาครอบครัว ขอยก tag ต่อให้ 'นิ้วกลม' ตัดสินใจแล้วกันว่าจะเล่าหรือไม่ และเล่าอย่างไร ให้ทั้งผมทั้งเขาปลอดภัยทั้งคู่(ฮา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขออนุญาต tag ต่อไปที่ &lt;a href="http://roundfinger.wordpress.com/"&gt;'นิ้วกลม'&lt;/a&gt; ในทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามด้วย &lt;a href="http://etatdedroit.blogspot.com/"&gt;นายนิติรัฐ &lt;/a&gt; &lt;a href="http://corgiman.blogspot.com/"&gt;corgiman&lt;/a&gt;  &lt;a href="http://ratioscripta.blogspot.com/"&gt;Ratioscripta&lt;/a&gt; และ &lt;a href="http://a-wild-sheep-chase.bloggang.com/"&gt;คุณกรัปป้า ระหว่างบรรทัด  &lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-116810667217789448?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/116810667217789448'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/116810667217789448'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2007/01/blog-tag.html' title='blog tag ของ ปิ่น ปรเมศวร์'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-115417642312179912</id><published>2006-07-29T08:18:00.000-04:00</published><updated>2006-07-29T08:33:43.143-04:00</updated><title type='text'>ขอแก้ข่าวหน่อยครับ</title><content type='html'>เมื่อต้นเดือน ผมไปร่วมพูดคุยในงาน GM Cafe ครั้งที่ 4 หัวข้อ "My Hero:นายกฯในสายตาของคนหนุ่ม" ร่วมกับพี่ตุ้ม สรกล อดุลยานนท์ หรือ 'หนุ่มเมืองจันท์' และคุณสมชาย ชีวสุทธานนท์ หรือ 'ตี๋ แมทชิ่ง' &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องของเรื่องก็คือ เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว กรุงเทพธุรกิจ หน้าจุดประกายวรรณกรรม กรุณาถอดความการสนทนาครั้งนั้น ลงตีพิมพ์ในคอลัมน์ "เบื้องหลังโต๊ะบก." เขียนโดยผู้ใช้นามปากกา ขบถหัวอ่อนไหว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมได้อ่านคอลัมน์ดังกล่าวจากเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ และพบว่าผู้เขียนบทความมีความเข้าใจที่ผิดพลาดและคลาดเคลื่อนในการสรุปความเนื้อหาที่ผมพูดหลายส่วน จนทำให้ผู้อ่านอาจเกิดความเข้าใจผิดได้ จึงขออนุญาตใช้พื้นที่ส่วนตัวตรงนี้ ชี้แจงสักเล็กน้อย โดยขอยกเพียงส่วนสำคัญเท่านั้น ซึ่งได้แก่ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;1. การอ้างชื่อหนังสือของอาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ผิด จากที่ถูกคือ "อนิจลักษณะการเมืองไทย" เป็น "คุณลักษณะการเมืองไทย"  &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;2. ย่อหน้าที่ผู้เขียนเขียนว่า "หลังจากนั้นผมก็ได้อ่านงานของ อ.วรากร สามโกเศศ ก็ทำให้เปลี่ยนความคิดกับทางการเมืองให้มามุ่งมั่นในการเป็นอาจารย์แทน เพราะอยากให้อาจารย์ใส่ใจที่จะให้ความรู้แก่ลูกศิษย์ไม่ใช่แค่สอนตามหน้าที่เฉยๆ" &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นอกจากจะสะกดชื่ออาจารย์วรากรณ์ผิดแล้ว หากได้ฟังเทปบันทึกการสนทนา จะเข้าใจว่า ผู้เขียนไม่สามารถจับประเด็นที่ผมพูดในส่วนที่พูดถึงอาจารย์วรากรณ์ได้เลย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;3. ย่อหน้าที่ว่า "ประเด็นสุดท้ายของการปิดบทสนทนาเป็นการแสดงความเห็นถึงนายกฯ ในสายตาคนหนุ่มโดย อ.ปกป้อง จันวิทย์ เปิดเผยว่า อยากเห็นคนที่มีความดี เก่ง และมีความกล้าผสมๆ กัน ถ้าจะเอ่ยเป็นชื่อบุคคลเขาคิดว่าน่าจะเป็น ลี กวน ยู นายกฯ ของสิงคโปร์ เพราะมีความฉลาดในการมองเกม มีวิสัยทัศน์ในการมองภาพรวม" &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ประโยคที่ว่า "... ถ้าจะเอ่ยเป็นชื่อบุคคลเขาคิดว่าน่าจะเป็น ลี กวน ยู นายกฯ ของสิงคโปร์ เพราะมีความฉลาดในการมองเกม มีวิสัยทัศน์ในการมองภาพรวม" ไม่ใช่ประโยคที่ผมพูด บุคคลที่เอ่ยถึงลี กวน ยู บนเวที ในวันนั้น คือ คุณสมชาย ชีวสุทธานนท์ มิใช่ผม  ผมไม่เคยชื่นชอบผู้นำในลักษณะลี กวน ยู เนื่องจากโดยส่วนตัว มีความเป็นเสรีนิยมทางการเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การนำคำพูดของคนหนึ่งมาใส่ปากของอีกคนหนึ่ง เป็นความผิดพลาดที่ไม่น่าเกิดขึ้น ของผู้ที่มีหน้าที่รายงานข้อเท็จจริง เพราะทำให้ผู้อ่านเข้าใจความคิดของผมอย่างผิดพลาด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ทั้งนี้ ผมได้เขียนอีเมลชี้แจงบรรณาธิการจุดประกายวรรณกรรมแล้ว สื่อเครือเดอะเนชั่น มีความเป็นมืออาชีพ และเป็นที่เชื่อถือของสังคม ผมไม่อยากให้ความเป็นมืออาชีพและความน่าเชื่อถือของเครือเนชั่นลดน้อยถอยลง จากความผิดพลาดระดับพื้นฐานทำนองนี้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-115417642312179912?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/115417642312179912'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/115417642312179912'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2006/07/blog-post.html' title='ขอแก้ข่าวหน่อยครับ'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-114901119254854748</id><published>2006-05-30T13:25:00.001-04:00</published><updated>2006-05-30T13:46:32.553-04:00</updated><title type='text'>หนังที่ 'คนอย่างทักษิณ' ต้องดู</title><content type='html'>นิตยสารเล่มหนึ่งที่ผมเป็นแฟนประจำระดับซื้อทุกเล่มคือ Bioscope นิตยสารภาพยนตร์อ่านสนุกมากสาระของคุณธิดา ผลิตผลการพิมพ์ และคุณสุภาพ หริมเทพาธิป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อช่วงสงกรานต์ได้อีเมลจากทีมงาน Bioscope แบบไม่คาดฝัน จึงรู้สึกตื่นเต้นดีใจตามประสาแฟนหนังสือคนหนึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื้อหาในอีเมลเป็นการเชิญชวนร่วมสนุก โดยให้ช่วยกันแนะนำหนังให้นายกทักษิณดูพลางๆ เพลินๆ ระหว่างเว้นวรรค &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือวางแผงเดือนพฤษภา ปกโมนาลิซ่าตามกระแสดาวินชี โค้ด เรื่องเด่นในเล่มคือสกู๊ป 50+ หนังที่ 'คนอย่างทักษิณ' ต้องดู มีผู้คนหลากหลายวงการช่วยกันนำเสนอ หนังดี ที่นายกควรดู กันคนละเรื่องสองเรื่อง พร้อมเหตุผลประกอบสั้นๆ อ่านกันจุใจกว่ายี่สิบหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าอ่านยังไม่ทันจบ หนังสือยังไม่ทันหมดแผง ท่านนายกก็เลิกเว้นวรรคกลับมาทำงานหน้าตาเฉยซะงั้นก็ตามที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;...........&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่เป็นหนังสองเรื่องที่ผมส่งไปร่วมสนุกกับทีมงาน Bioscope&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. &lt;a href="http://www.imdb.com/title/tt0073486/"&gt;One Flew Over the Cuckoo’s nest&lt;/a&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;การใช้ชีวิตภายใต้ระบอบทักษิณมาพักใหญ่(นานเกินพอ!)ทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกเวลานึกถึงคุณทักษิณ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แม้เรื่องราวจะเกิดขึ้นในโรงพยาบาลบ้า แต่สะท้อนภาพความเลวร้ายของเผด็จการอำนาจนิยมได้อย่างดี ดูหนังเรี่องนี้แล้วเห็นภาพของผู้นำน่ากลัวในคราบหัวหน้าพยาบาล(แม้จะมีหน้าที่บำบัดคนจิตป่วย แต่เอาเข้าจริง กลับควรต้องถูกบำบัดไม่ต่างจากคนบ้า) ที่ท่องคาถารักษากติกา กติกาที่มีไว้รักษาอำนาจของตัว ไร้สาระ ตายตัวแข็งขืน กดขี่ และบั่นทอนจริยธรรมของผู้ถูกปกครอง ให้ชินชาและยอมรับสภาพอย่างเชื่องๆ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ชะตากรรมของเสรีชน ที่ตั้งคำถามและต่อสู้กับผู้มีอำนาจ อาจจบลงด้วยโศกนาฏกรรม แต่อย่างที่หนังเรื่องนี้สอนเรา อย่างน้อยคุณค่าก็ยังอยู่ตรงที่ได้พยายามแล้ว และเมล็ดพันธุ์แห่งเสรีภาพไม่มีวันตาย ! &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;2. &lt;a href="http://www.imdb.com/title/tt0042876/"&gt;Rashomon&lt;/a&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อัปลักษณะประการหนึ่งของระบอบทักษิณคือ ความพยายามสถาปนา ‘ความจริง’ ของตนเป็น ‘ความจริง’ ส่วนรวม พยายามทำตัวเป็นผู้ผูกขาด ‘ความจริง’ เพียงหนึ่งเดียว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;หนังที่ตั้งคำถามลึกซึ้งด้านปรัชญาอย่าง ความจริงคืออะไร ? มีหนึ่งเดียวหรือไม่? มีอยู่แล้วให้เราค้นหา หรือ ถูกสร้างขึ้น?  ทั้งตีแผ่กระบวนการผลิตสร้าง ‘ความจริง’ รวมถึงแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์อย่างถึงกึ๋น โดยเฉพาะธรรมชาติด้านมืดของความเป็นมนุษย์  ที่ปลิ้นปล้อน หลอกลวง อ่อนแอ  ต้องการการยอมรับนับถือ และเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ ก็คือ Rashomon เรื่องนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;.........&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วท่านละ คิดถึงหนังเรื่องไหนบ้างสำหรับ 'คนอย่างทักษิณ'!&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-114901119254854748?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/114901119254854748'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/114901119254854748'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2006/05/blog-post_114901119254854748.html' title='หนังที่ &apos;คนอย่างทักษิณ&apos; ต้องดู'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-114850293118366959</id><published>2006-05-24T15:53:00.000-04:00</published><updated>2006-05-24T16:55:55.696-04:00</updated><title type='text'>รายงานตัว</title><content type='html'>จริงๆ วันนี้กลับบ้านเร็ว (หมายถึงก่อนสามทุ่ม) เลยนอนอ่าน 'กระบี่เย้ยยุทธจักร' ฉบับพิมพ์ใหม่ของสยามสปอร์ต (แพงจริง) หมายจะนอนเร็ว ปิดไฟนอนตอนใกล้ตีหนึ่ง จะหลับอยู่แล้ว ภูมิแพ้ก็กำเริบเสิบสาน สู้รบกับมันพักใหญ่ หมดทิชชู่ไปหลายแผ่น(ขนาดกินยาแล้วนะเนี่ย) จนตาสว่าง เลยมาเปิดคอมอ่านอะไรเล่น จู่ๆ ก็นึกครื้มเกิดอารมณ์อยากเขียน blog ขึ้นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะว่าไป ผมเองก็หายจากวงการ blog ไปนาน ทิ้ง blog ไว้จนฝุ่นจับ ด้วยเหตุผลหลายประการประกอบกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มต้นจากเอาเวลาไปทำหน้าที่ บก. open online เป็นส่วนใหญ่ เริ่มต้นเตรียมกันก็ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปีที่แล้ว เปิดทำการจริงจังก็กลางเดือนธันวาคม ถึงวันนี้ก็ห้าเดือนกว่าเข้าไปแล้ว ก็พอถูไถทำมาได้เกินความคาดหมาย เบื้องหลังเวที ก็ใช้เวลากับมันเยอะทีเดียว โดยเฉพาะในช่วงต้น เพิ่งมาสบายเอาตอนนี้ ที่ได้กิตมาช่วยเต็มที่ขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นพรรคพวกเขียนกันแล้ว ก็อยากลงมือเขียนมั่ง แต่เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการบริหารจัดการเสียมากกว่า ยังบอกกับพี่โญเลยว่า เพิ่งเข้าใจคำพูดแกเมื่อก่อน ที่เคยบอกผมว่า คนเป็น บก. มันไม่ได้เขียนอะไรดังใจอยาก บางทีต้นฉบับยังไม่ได้อ่าน(สบายๆ ชิวๆ แบบนักอ่านทั่วไป)เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นนักอ่านนักเขียนดีแล้ว ท่านทั้งหลาย อย่าริเป็น บก. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลอดเวลาที่ผ่านมา โชคดีที่ได้คุณยุ้ย คนชายขอบ ยอดขยัน และป๊อก นิติรัฐ จอมออดอ้อน(สาว) เป็นสองแรงแข็งขัน ช่วยกันผลิตบทความที่เราอยากอ่าน และอยากเขียน อาศัยข้ออ้างงานยุ่ง เวลาอยากเขียนเรื่องอะไรก็มักไปยุคุณยุ้ยและคุณป๊อกให้ช่วยส่งเสียงแทน (บางเรื่องต้นฉบับก็มาเองโดยไม่ต้องยุ) ใครถามว่าช่วงที่ผ่านมา ผมมีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร ก็โปรดอ่านงานของคุณยุ้ยและคุณป๊อกใน open online นั่นแหละ ดังใจเลย ประมาณนี้เลย ใช่เลย(แต่ก็มีบ้างที่ไม่โป๊ะเชะทีเดียว แต่วิธีคิดหลักๆ ไม่ต่างไม่ห่างกัน) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ไม่อยากหรือขี้เกียจเขียน blog เพราะมันเบื่อการเมืองเหมือนกันนะ ตามข่าวมากๆ แล้ว เอือมระอา ต้องหลบๆ ปล่อยๆ วางๆ มั่ง และไม่ได้แค่เบื่อการเมืองสนามใหญ่อย่างเดียว แต่เบื่อการเมืองในโลกไซเบอร์ด้วย โดยเฉพาะเหล่าความเห็นตามเว็บบอร์ดมั่ง ตาม blog มั่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆ ก็ไม่ใช่เบื่อหรือรำคาญอย่างเดียว แต่อ่านดูแล้วมันมีเศร้ามั่ง ซี้ดมั่ง ตกใจมั่ง ไม่รู้อะไรมันจะโหดร้ายเข่นฆ่า หรือเอาจริงเอาจัง กันซะขนาดนั้น ในช่วงวิกฤตการเมืองนี่ ชาวไซเบอร์นี่นับว่าโหดเหี้ยมไม่เบานะครับ ไม่สู้ครับ ไม่สู้ ขอเป็นผู้สังเกตการณ์เงียบๆ  ผมไม่ใช่คอซาดิสม์ และไม่ค่อยมีปม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บรรยากาศรวมๆ มันทำให้ขี้เกียจเถียง มันไม่สนุก ผมว่าบรรยากาศมันไม่เอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างสร้างสรรค์ เพราะมันแบ่งขั้วขาวดำกันมาก เมตตาน้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่อยากเครียดมาก สุขภาพไม่ดี ต้องหลบซ่อนตัวหน่อย เป็นจังหวะที่ต้องผ่อนของชีวิตพอดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วง 1-2 ปีหลังนี่ เจ็บตัวเพราะพิษการเมืองมาก ทำเอาบาดเจ็บ เลียแผลจนเมื่อย ตอนนี้ก็อยู่ระหว่างพักรักษาแผลใจ มิใช่อกหักจากหญิง แต่อกหักจากที่ทำงานและการทำงาน จากไข้ใจก็ลามไปสู่ไข้กาย ช่วงหลัง ร่างกายไม่แข็งแรง แขนขาชาบ่อย มือสั่น เนื้อเต้น เป็นประจำ เต้นตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้างทั้งวัน ปวดเมื่อยหมดเรี่ยวแรง นอนไม่หลับ ยังไม่นับโรคภูมิแพ้ประจำตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เก็บตัวเขียนทีซิสจนส่งร่างให้อาจารย์ที่ปรึกษาสำเร็จ กลับมาทำงานประจำเต็มตัว เลยรีบรุดไปตรวจร่างกายชุดใหญ่ ก็ปกติดี ปรึกษาหมอ ตรวจระบบประสาท แกว่ามีปัญหาเรื่องระบบประสาท เป็นโรคประมาณรับรู้ความรู้สึกไวกว่าชาวบ้านทั่วไป เลยชาง่าย เนื้อกระตุกง่าย โรคมันเรียกโอเว่อร์หรือไฮเปอร์อะไรสักอย่าง คือถ้าร่างกายมีปัญหา มันจะรับรู้เร็วได้เร็ว และมีอาการออกมามากกว่าชาวบ้าน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาเหตุจากอะไร ไม่รู้ หมอว่าบางคนก็เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิด บางคนก็เพราะร่างกายมีปัญหา แกจับเจาะตรวจไทรอยด์ก็ปกติ อนาคตอาจจะโดนจับเจาะไขสันหลังและสมอง ดีที่ได้คุยกับ บก.ภิญโญ เสียก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากโรงหมอ เลยไปจบที่โรงนวด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พี่โญฟังอาการแล้ว เลยพาไปนวดแผนโบราณกับลุงยงค์ แห่งสวนลุมไนท์บาซ่าดีกว่า ลองแผนไทยโบราณกันดูมั่ง เผื่อจะหาย เหมือนแกเมื่อก่อน ที่เคยเผชิญอาการคล้ายกันนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลุงยงค์แกเป็นหมอมือหนัก อายุห้าสิบกว่าปี ครูพักลักจำการนวดมาตั้งแต่สิบกว่าขวบ นวดมาตลอด วันแรกเจอลุงยงค์จับดูอาการแล้วก็ว่าไม่น่าแปลกใจ เนื้อตัว แข้งขา แข็งเป็นแพ เป็นก้อน เป็นฟอง เลือดลมที่ไหนจะเดินได้สะดวกเล่า ว่าแล้วก็จัดการนวดเสียสามชั่วโมงกว่า ทำเอาร้องลั่นโรงหลายครั้ง แต่ถือคติลุงยงค์ที่ว่า 'ถ้าอยากหายก็ต้องทน' จึงกัดฟันสู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องเจ็บช้ำระกำตัวไม่ต้องพูดถึง ระบมจนเดินกะเผลก วันรุ่งขึ้นไข้ขึ้นอีกต่างหาก (ตรงตามที่ลุงยงค์แกบอกว่า ใครไม่เคยนวด เจอของหนักเข้าไปขนาดนี้ ไข้ขึ้นแน่ ให้กินยารอไว้เลย)  อีกไม่กี่วันต่อมา น่องขวานี่ รูขุมขนอักเสบ ตุ่มขึ้นแดงเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หายครับพ่อแม่พี่น้อง เนื้อเต้นเนื้อกระตุก แขนขาชาตึง นี่หายครับ กินยาหมอไม่หาย เจอมือลุงยงค์กลับอาการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แทบไม่มีอาการชาอาการเนื้อเต้นเลย ตัวเบาขึ้นเยอะ (แต่น้ำหนักยังเยอะ พุงยังใหญ่ เหมือนเดิม)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา เลยเข้าคอร์สนวดแผนโบราณบำบัดโรคกับลุงยงค์อาทิตย์ละหนึ่งครั้ง ครั้งหลังๆ ก็ไม่ค่อยเจ็บแล้ว นอกจากจังหวะแกปล่อยของมั่ง หรือบางส่วนของร่างกายที่อาการยังไม่ดี แต่ร่างกายดีขึ้นมากทีเดียว เสียดายที่หมอแผนปัจจุบันยังห้ามออกกำลังกาย เพื่อไม่ให้ขัดกับยารักษาโรคที่ให้กิน เลยไม่ได้ยืดแข็งยืดขา ให้ยืดหยุ่นกว่านี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขียนเล่นๆ เพลินๆ หายอยาก แล้วกลับมาง่วงนอนใหม่แล้ว จะตีสี่แล้ว อย่างที่บอก ผมกลับมาทำงานเต็มตัวแล้วนะครับ เทอมก็ใกล้จะเปิดแล้ว แถมได้สอนแปดโมงเช้าอีก ทรมานคนใช้ชีวิตราตรี (หมายถึงทำงานดึก ไม่ใช่เที่ยวดึกนะ) อย่างเราจริงๆ มีเวลาอีกไม่กี่อาทิตย์สำหรับปรับเวลานอนให้เหมือนมนุษย์โลกทั่วไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เทอมนี้สอนตัวเดียว วิชา &lt;a href="http://ec452.blogspot.com"&gt;เศรษฐศาสตร์การเงินระหว่างประเทศ&lt;/a&gt;  สอนไปพลาง ก็แก้ทีซิสไปพลาง ร่างเสร็จแล้ว ส่งแล้ว อาจารย์ที่ปรึกษาแก้มาบ้างแล้ว เสร็จสมบูรณ์เมื่อไหร่ก็ค่อยลาพักร้อนกลับไปดีเฟน ส่วนเทอมหน้า เวรกรรมยังมีอยู่จริง เพราะสอนแปดโมงเช้าอีกแล้ว คราวนี้แปดโมงรังสิตเลยครับพี่น้อง เทอมหน้าสอนประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก และสังคมกับเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไว้วันหน้าจะมาบ่นต่อแล้วกันนะครับ ไปนอนก่อน โชคดีทุกท่าน และหวังว่าแฟน blog ทุกท่าน (ถ้ายังคงมีอยู่) คงสุขกายสบายใจกันถ้วนทั่ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยความคิดถึง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-114850293118366959?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/114850293118366959'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/114850293118366959'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2006/05/blog-post.html' title='รายงานตัว'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-114158654474283561</id><published>2006-03-05T14:20:00.000-05:00</published><updated>2006-03-06T12:21:17.223-05:00</updated><title type='text'>จาก 'ความจริง' ถึง 'การเมือง'</title><content type='html'>โดย ปกป้อง จันวิทย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- 1 -&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;“Science tells us what we can know, but what we can know is little, and if we forget how much we cannot know we become insensitive to many things of great importance.” &lt;/em&gt;&lt;strong&gt;B. Russell &lt;/strong&gt;(1946)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่คณะเศรษฐศาสตร์แห่งหนึ่ง อาจารย์ปิ่นและอาจารย์ป๊อปเปิดสอนวิชา ‘ระเบียบวิธีศึกษาทางเศรษฐศาสตร์’ (Economic Methodology) สำหรับนักศึกษาปริญญาตรี ซึ่งมักถูกพร่ำสอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า การทำงานวิชาการ ผลิตทฤษฎีต่างๆ คือความพยายามค้นหาและเข้าถึง ‘ความจริงสัมบูรณ์’ (ความจริงสูงสุดหนึ่งเดียว เป็นสากล)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป้าหมายหลักของวิชานี้ก็เพื่ออธิบายว่า เหตุใดนักเศรษฐศาสตร์แต่ละสำนักจึงมองโลกต่างกัน มี ‘หลักคิด’ ต่างกัน มี ‘ทฤษฎี’ (ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลของปัจจัยต่างๆ) ต่างกัน และมี ‘ข้อเสนอเชิงนโยบาย’ (Policy Implication) ต่างกัน หากถอดรากไล่เรียงลงไปให้ลึกที่สุดเท่าที่ปัญญาของทั้งสองอำนวย จะอธิบาย ‘เหตุ’(รากฐาน)แห่งความแตกต่างเหล่านั้นอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชั่วโมงแรก อาจารย์ทั้งสองแนะนำวิชาให้นักศึกษาฟังว่า วิชานี้สนใจตอบคำถามว่า ทำไมนักเศรษฐศาสตร์สำนักหนึ่งถึงคิดอย่างนั้น เสนออย่างนั้น ทำไมเขาถึงพูดถึงเขียนอย่างที่เขาพูดเขาเขียน ทำไมเขาถึงคิดว่าสิ่งที่เขาพูดเขาเขียนมีความสำคัญ ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์อีกสำนักหนึ่งอาจมองไม่เห็นความสำคัญของประเด็นเหล่านั้นอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย ทำไมในคำอธิบายของคนกลุ่มหนึ่งถึงตัดปัจจัยบางอย่างทิ้ง รวมปัจจัยบางอย่างเข้า ขณะที่กลุ่มอื่นก็เลือกตัดเลือกสนใจปัจจัยที่ต่างกัน ทำไมสำนักหนึ่งจึงเลือกกระบวนการหนึ่งเป็นจุดตั้งต้นในการศึกษา ขณะที่อีกสำนักหนึ่งเลือกอีกกระบวนการหนึ่ง ... ‘ทำไม?’&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักศึกษาคนหนึ่งไม่ได้ฟังจนเพลิน แต่ฉุกคิดขึ้นได้ จึงถามแทรกว่า &lt;em&gt;“อ้าว อาจารย์พูดเหมือนกับว่า คนคิดต่างได้ สามารถศึกษาเหตุการณ์เดียวกัน ด้วยวิธีหลายแบบได้ มีหลายคำตอบได้ มีหลายข้อเสนอได้ แล้วยังงี้จะหาข้อสรุปยังไงว่าของใครถูก ของใครผิด จะรู้ได้ไงว่า อันไหนถูกที่สุด ดีที่สุด?” &lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจารย์ปิ่นตอบว่า ก็ไม่รู้ไง และไม่จำเป็นต้องรู้ ซึ่งความไม่รู้ว่าอะไรคือ ‘ความจริง’ ไม่ใช่เรื่องผิด หรือเป็นเรื่องโง่เขลา จะว่าไป แน่ใจหรือว่า ‘ความจริง’ มันมีอยู่จริง เผลอๆ คนที่หลงคิดว่าตัวรู้ ‘ความจริง’ เสียอีกที่โง่เขลา แล้วมันมีเกณฑ์ที่เป็นสากลที่วัดว่า อะไร ‘จริง’ อะไร ‘ไม่จริง’ หรือ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความแตกต่างเชิงทฤษฎีในระดับพื้นฐาน (Fundamental Theoretical Differences) เป็นสิ่งที่เป็นไปได้จริง และยอมรับได้ ทั้งนี้ ความแตกต่างดังกล่าวเกิดขึ้นจากความแตกต่างหลายระดับ ตั้งแต่ความแตกต่างในระดับ ‘ระเบียบวิธีศึกษา’ (Methodology) ซึ่งหมายถึง (1) กระบวนการทางเทคนิคในการค้นหา ‘ความจริง’ หรือที่อาจารย์อัมมาร สยามวาลา เคยใช้คำว่า ‘วิธีการทำงาน’ และ (2) ‘มุมมองต่อโลก’ (World View) ที่อยู่เบื้องหลังทฤษฎีของแต่ละสำนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความแตกต่างที่ว่ายังลงลึกไปจนถึงระดับ ‘วิถีคิด’ (Mode of Thought) ของแต่ละสำนักคิด ซึ่งหมายความถึง (1) วิถีที่ทฤษฎีถูกสร้างขึ้นและถูกนำเสนอ (2) วิถีในการชักจูงคนอื่นให้เข้าถึง ‘ความจริง’ และ ‘ความสมเหตุสมผล’ (Validity) ของข้อโต้แย้งของเรา (3) ท่วงทำนอง (Rhetoric) ที่ใช้ในการสื่อสาร และ (4) โครงสร้างเชิงตรรกะ (Logical Structure) ของข้อโต้แย้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระนั้น รากแห่ง ‘ความแตกต่าง’ ในระดับที่ลึกที่สุด ซึ่งลึกลงไปกว่าระดับ ‘วิถีคิด’ คือความแตกต่างในเชิง ‘ญาณวิทยา’ (Epistemology) โดยเฉพาะในประเด็นเรื่อง ‘ท่าทีต่อความจริง’&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจารย์ป๊อปพูดเสริมว่า เราอาจแยกกลุ่มคนที่มีท่าทีต่อความจริงแตกต่างกันได้อย่างหยาบๆ 2 กลุ่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลุ่มแรกคือ กลุ่มที่เชื่อว่า ความจริงสัมบูรณ์มีอยู่จริง มีความจริงแท้สูงสุดหนึ่งเดียว เป็นสากล ซึ่งมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ อยู่ตรงนั้น แยกขาดออกจากตัวตนของผู้ศึกษา รอให้เราค้นหาและเข้าถึง หน้าที่ของนักวิชาการก็คือ สร้างทฤษฎีที่สามารถช่วยให้เข้าถึงความจริงสูงสุดนั้นได้ เพื่อลดความห่างระหว่างตัวตนของเรากับความจริงที่อยู่ตรงหน้า วิธีการเข้าถึงความจริงอาจจะด้วยการใช้ประสบการณ์ ข้อมูลประจักษ์พยานข้อเท็จจริง (Empiricism) หรืออาจจะด้วยการใช้เหตุใช้ผล (Rationalism) เมื่อเชื่อว่าความจริงสัมบูรณ์มีอยู่จริง ก็ย่อมเชื่อต่อไปว่า มีวิธีที่ดีที่สุดหนึ่งเดียว (ทฤษฎีเดียว นิยามเดียว) ในการอธิบายความจริงนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่มีท่าทีต่อความจริงทำนองนี้ก็จะถามคำถามแบบที่นักศึกษาข้างต้นถาม เพราะให้ความสำคัญกับการเข้าถึงความจริงสูงสุดหนึ่งเดียวนั้น เชื่อว่าเข้าถึงได้ แต่คำถามเดียวกัน กลับเป็นคำถามที่คนอีกกลุ่มไม่ให้ความสำคัญและไม่สนใจที่จะตอบเลย เพราะไม่คิดว่ามันมีจริง เลยไม่รู้จะเข้าถึงอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจารย์ปิ่นแทรกต่อทันทีว่า ยังมีคนกลุ่มที่สอง ที่เชื่อว่า ความจริงแท้สูงสุดหนึ่งเดียวเป็นสากลนั้นไม่มี ความจริงเป็นเรื่องสัมพัทธ์ ความจริงไม่สามารถแยกออกจากผู้ศึกษาได้ เพราะความจริงไม่ได้มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ อยู่ตรงนั้น รอให้เราค้นหาเข้าถึง แต่ความจริงมัน ‘ถูกสร้าง’ ขึ้นจากตัวผู้ศึกษาแต่ละคนเอง ความจริงจึงมีหลากหลาย แตกต่างกันตามภูมิหลัง ประสบการณ์ ความเชื่อ อุดมการณ์ วัฒนธรรม ค่านิยม ฯลฯ ของแต่ละคน ความจริงไม่มีความเป็นสากล เราไม่สามารถตัดสินได้ว่า ความจริงของใครเหนือกว่าของใคร ความจริงของใครถูกที่สุด ดีที่สุด ความจริงของแต่ละคนต่างก็มีพื้นที่พร่าเลือน(Blind Area) แตกต่างกัน มีจุดตั้งต้นในการสร้างความจริงต่างกัน มีจุดมุ่งเน้นสำคัญแตกต่างกัน เช่นนี้แล้ว เราจึงมีทฤษฎีที่หลากหลาย ซึ่งมุ่งอธิบายความจริงหลากหลายรูปแบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุที่ไม่สามารถตัดสินได้ว่าทฤษฎีใดเหนือกว่าทฤษฎีใดก็เพราะ มันไม่มีเกณฑ์กลางที่เป็นสากล ที่จะใช้ตัดสินทฤษฎีที่แตกต่างกัน เพราะเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสินหรือทดสอบทฤษฎีแต่ละอันต่างก็เป็นผลผลิตหรือถูกออกแบบขึ้นภายใต้ตัวทฤษฎีนั้นๆ เอง พูดง่ายๆ ก็คือ ความจริงถูกสร้างมาจากทฤษฎีหนึ่งๆ และถูกตัดสินว่ามันจริงหรือไม่ ถูกหรือไม่ จากเกณฑ์ที่ถูกกำหนดขึ้นโดยตัวทฤษฎีนั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- 2 -&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความขัดแย้งของสังคมไทยภายใต้ปรากฏการณ์ ‘ยิกทักษิณ’ ถ้ามองลึกลงไปจากปรากฏการณ์แย่งชิง ‘อำนาจ’ ทางการเมืองแล้ว สิ่งที่ขีดเส้นใต้ความขัดแย้งก็คือ การสู้รบช่วงชิง ‘ความจริง’ ของแต่ละฝ่าย แล้วพยายามทำให้สังคมเชื่อว่า ‘ความจริง’ ของใคร ‘จริง’ กว่ากัน นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆ แล้ว คุณทักษิณโกงหรือไม่? จริงๆ แล้ว ประชาธิปไตยหมายถึงอะไร? จริงๆ แล้ว การปฏิรูปการเมืองคืออะไร? จริงๆ แล้ว พรรคการเมืองต้องส่งคนลงเลือกตั้งหรือไม่? จริงๆ แล้ว ควรแก้รัฐธรรมนูญประเด็นไหน อย่างไร? จริงๆ แล้ว อะไรเป็นเส้นแบ่งระหว่างการเล่น ‘ใน’ กติกา กับ ‘นอก’ กติกา? จริงๆ แล้ว ความชอบธรรมหมายความว่าอย่างไร? จริงๆ แล้ว การกู้ชาติ คือการต่อต้านอะไร หรือส่งเสริมอะไร? จริงๆ แล้ว ชาติคืออะไร? จริงๆ แล้ว หากอยากได้ชื่อว่าหวังดีกับบ้านเมือง ต้องทำตัวอย่างไร? จริงๆ แล้ว ทางออกของวิกฤตการณ์การเมืองคืออะไร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น่าคิดว่า ‘จริงๆ แล้ว’ มันมีคำตอบสูงสุดสำเร็จรูปหนึ่งเดียว เป็นสากล พิสูจน์ได้ ทุกคนยอมรับอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง หรือไม่ว่า ‘จริงๆ แล้ว’ มันมีไหม ไอ้ ‘จริงๆ แล้ว’ เนี่ย ... ‘ความจริง’ ในประเด็นต่างๆ ข้างต้น มี ‘นิยาม’ ที่จริงแท้เป็นสากลหรือไม่? และควรถูกนิยามโดยใคร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือมันมีแต่ ‘ความจริง’ ที่แต่ละคนแต่ละฝ่าย ต่างล้วน ‘สร้าง’ มันขึ้นมา ด้วยมุมมอง ประสบการณ์ ภูมิหลัง ฐานะทางสังคม ค่านิยม อุดมการณ์ การถูกฝึกฝน การศึกษา แว่นตาที่ใช้มองโลก หรือพูดง่ายๆ ว่า ‘ความจริง’ ต่างถูกสร้างขึ้นตาม ‘โลก’ ของใครของมัน อย่างหลากหลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝ่ายหนึ่งก็ว่า คำพูดของตัวคือ ‘ความจริง’ อีกฝ่ายก็ว่า ไม่ใช่ ไม่จริง พวกนั้นโกหก ต้องของตัวต่างหากที่จริง ฝ่ายโน้นด่าว่าอีกฝ่ายไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เคารพกติกา ขณะที่อีกฝ่ายก็บอกว่าฝ่ายนั้นต่างหากที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เคารพกติกา ต่างฝ่ายต่างอ้างความชอบธรรมและเสียงประชาชนหนุนหลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่เชื่อว่า มันมีความจริงแท้สำหรับคำนิยามอย่าง ‘ประชาธิปไตย’ หรือ ‘ความชอบธรรม’ หรือ ‘รัฐธรรมนูญที่ดี’ ฯลฯ เพราะต่างฝ่ายต่างให้คำนิยามที่ตนเชื่อว่า ‘จริง’ ตาม ‘โลก’ ของแต่ละคน หากมองให้ลึกลงไปจากระดับผิวหน้า การเมืองจึงไม่ใช่เพียงการช่วงชิงอำนาจทางการเมือง หรือเศรษฐกิจ แต่ในระดับปรัชญา การเมืองคือการช่วงชิงอำนาจในการนิยาม ‘ความจริง’ ในประเด็นทางสังคมต่างๆ รวมถึง กระบวนการแผ่ขยาย และเข้าครองความคิดจิตใจของประชาชน ด้วยนิยาม ‘ความจริง’ ของตัวเอง พยายามผลัก ‘ความจริง’ ของตนให้กลายเป็น ‘ความจริง’ กระแสหลักของสังคมส่วนรวม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาสำคัญก็คือว่า แล้วภาครัฐ หรือผู้มีอำนาจทางการเมือง เปิดพื้นที่ให้กับคนที่นิยามความจริงในทางที่แตกต่างจากตัวหรือไม่ ใครควรจะเป็นผู้มีอำนาจในการนิยามความจริง ผู้มีอำนาจ? ผู้มีทุน? ภาคประชาชน? กฎกติกาที่เป็นลายลักษณ์อักษร? หรือไม่ควรมีฝ่ายใดเลย? แต่ให้กลุ่มพลังทางสังคมทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือไม่ มีโอกาสต่อสู้ช่วงชิง ‘ความจริง’ กันอย่างเต็มที่ อย่างเปิดกว้างเสรีด้วยเหตุด้วยผล ในเวทีสาธารณะ เช่น การเลือกตั้ง และนอกเวทีสาธารณะ เช่น บนโต๊ะอาหาร และมีโอกาสผลิตบทสนทนาที่สร้างสรรค์ระหว่างกันได้เต็มที่ ด้วยข้อมูลข้อเท็จจริงที่เปิดกว้าง รอบด้าน ไม่มีปิดกั้น ไม่แทรกแซงสื่อสารมวลชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเข้าใจว่า ระบอบประชาธิปไตยคือระบอบที่เปิดพื้นที่ให้คนที่นิยามความจริงหลากหลายรูปแบบต่างมีที่ยืนของตัวเอง และต่อสู้ช่วงชิงการนิยาม ‘ความจริง’ ด้านต่างๆ กันอย่างเท่าเทียม ผู้มีอำนาจมีสิทธิไม่เห็นด้วยกับนิยามความจริงแบบที่แตกต่างจากของตัว แต่ไม่มีสิทธิใช้อำนาจไปรังแกคุกคามคนที่เห็นต่างนิยามต่างจากตน เสียงส่วนใหญ่ก็คือเสียงส่วนใหญ่ ไม่ใช่เสียงสวรรค์ หากเป็นเพียงดัชนีชี้ว่า ในขณะหนึ่ง สังคมส่วนรวม(ส่วนใหญ่)นิยามหรือมีท่าที่ต่อความจริงในเรื่องนั้นๆ อย่างไร เสียงส่วนใหญ่มิใช่ความถูกต้องสมบูรณ์ ไม่ใช่ผู้ถือครองความจริงสูงสุด และยังมีความเลื่อนไหล เป็นพลวัต เสียงส่วนใหญ่ในวันนี้อาจเป็นเสียงส่วนน้อยในวันหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังคมประชาธิปไตยต้องมีที่ทางให้เสียงข้างน้อยอย่างเต็มที่ เพราะประชาธิปไตยเป็นเรื่องกระบวนการที่มีคุณค่าในตัวของมันเอง ไม่ใช่แค่ระบอบคณิตศาสตร์ ตัดสินหาคนแพ้คนชนะในบั้นปลายด้วยการนับจำนวนอย่างเดียว ไม่ใช่ว่าเสียงข้างมาก ถูก เสียงข้างน้อย ผิด เสียงข้างมากอาจเป็นตัวตัดสินว่าสังคมจะเดินต่อไปอย่างไร ทางไหน และเป็นภาพสะท้อนของสภาพสังคมในช่วงขณะหนึ่ง แต่ไม่ใช่เครื่องมือแห่งการตัดสินคุณค่าของความดี ความงาม ความจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อัปลักษณะสำคัญประการหนึ่งของระบอบทักษิณก็คือ ใช้ความมีอำนาจเข้มแข็งเด็ดขาด แบบ ‘สมบูรณาญาสิทธิ์’ ในการสถาปนาความจริงของตนเป็นความจริงส่วนรวม พูดให้ง่ายคือทำตัวเป็นผู้ผูกขาดความจริงเพียงหนึ่งเดียว เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ตัวเองรู้คือความจริงแท้ ใครคิดเห็นนิยามต่างจากตนคือ พวกไม่รู้ ไม่ฉลาด ไม่มีข้อมูลเพียงพอ ไม่หวังดี โดยหาได้ตระหนักถึงข้อจำกัดของความจริงที่ตัวเองเป็นเจ้าของ ไม่ตระหนักถึง ‘พื้นที่พร่าเลือน’ ของความจริงแบบของตน (โปรดอ่าน &lt;a href="http://www.onopen.com/2005/01/367"&gt;พิษทักษิณ &lt;/a&gt;ประกอบ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อำนาจไม่ใช่ที่มาของความถูกต้องฉันใด ‘ความจริง’ ก็มิได้ถูกนิยามเบ็ดเสร็จโดยผู้มีอำนาจฉันนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่นเดียวกัน เหล่านักสู้ที่ต่อต้านระบอบทักษิณ ก็ไม่ควรแปลงร่าง หรือถูกทำให้เป็นทักษิณ (thaksinized) เสียเอง โดยผูกขาด ‘ความจริง’ ไว้กับตัว ถือเอานิยามของตนเป็นจริงแท้ ว่าแนวทางของตนเท่านั้นที่เป็นประชาธิปไตย ที่เห็นแก่ชาติบ้านเมือง ถูกที่สุด ดีที่สุด เพราะสังคมไม่จำเป็นต้องถูกผลักให้เลือก ‘ความจริง’ สองด้านว่า อันไหนจริงกว่ากัน เพราะ ‘ความจริง’ มันมีหลากหลายกว่านั้น และคนทุกคนมีสิทธินิยาม ‘ความจริง’ ของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องถูกบังคับให้เลือกข้าง โจทย์คือจะหลอมรวมความจริงหลายรูปแบบจากหลากหลายฝ่ายเข้าด้วยกันอย่างไรต่างหาก ไม่ใช่จะเลือกทางไหนในสองทางนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การต่อสู้กับระบอบทักษิณต้องระมัดระวังไม่ให้ตัวกลายเป็นทักษิณเสียเอง หรือต่อสู้ด้วยท่วงทำนองแบบทักษิณๆ มิเช่นนั้น แม้คุณทักษิณจะจากไป แต่อัปลักษณะประการนี้ของระบอบทักษิณจักยังคงอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โจทย์ของการต่อสู้กับระบอบทักษิณ เพื่อไปสู่สังคมยุค ‘หลังทักษิณ’ ในความเห็นของผมคือ จะเปิดพื้นที่ทางการเมืองอย่างไร ให้นิยามความจริงของสังคมมีหลากหลาย ไม่ให้ฝ่ายใด ไม่ว่าฝ่ายผู้มีอำนาจ กระแสสังคม เสียงส่วนใหญ่ แม้กระทั่ง กติกาลายลักษณ์อักษร เช่น รัฐธรรมนูญ และกติกาที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ค่านิยม วัฒนธรรม ผูกขาดการนิยามความจริงไว้ฝ่ายเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย้ำอีกทีตรงนี้นะครับ ไม่แม้กระทั่งให้ 'กติกาลายลักษณ์อักษร' อย่าง รัฐธรรมนูญ ผูกขาดกำหนดนิยามความจริงไว้ฝ่ายเดียวตั้งแต่ต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมหมายความว่า รัฐธรรมนูญควรมีเป้าหมายในการออกแบบ 'กติกากำกับ' สำหรับการต่อสู้ช่วงชิงคำนิยามระหว่างแต่ละฝ่ายในสังคม ไม่ใช่มีเป้าหมายในการเป็นผู้ 'กำหนด' หรือ 'เขียน' คำนิยาม 'ความจริง' ด้านต่างๆ เสียเอง แล้วจำกัดให้สังคมเคลื่อนไหวต่อสู้กันในพื้นที่แห่ง 'ความจริง' แคบๆ ที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ก่อนแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลุ่มพลังต่างๆ ในสังคม ไม่ว่าเป็นสถาบันทางการ ไม่ทางการ ข้างน้อย หรือข้างมาก ฯลฯ ควรมีพื้นที่อิสระในการต่อสู้แสดงพลังช่วงชิงการนิยามความจริงกันเอง ทั้งในและนอกเวทีสาธารณะ ในแต่ละช่วงเวลา ตามแต่สถานการณ์ ไม่ใช่ถูกจองจำโดนกำหนดผิดถูกจริงไม่จริงไว้แต่แรก ไม่ว่าจะโดยสถาบันใดก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องคิด แต่เป็นโจทย์ที่ระบบการเมืองแบบวีรชนเอกชน แบบสมบูรณาญาสิทธิ์ทุกรูปแบบ แบบฟ้าประทาน แบบเนติเทวดา แบบอำนาจนิยม และ&lt;a href="http://www.onopen.com/2006/01/327"&gt;แบบป๋าๆ&lt;/a&gt; ไม่มีทางให้คำตอบแก่เราได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ 'มองซ้ายมองขวา' หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 6 มีนาคม 2549 อนึ่ง บทความฉบับนี้ได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมจากผู้เขียน&lt;/strong&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-114158654474283561?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/114158654474283561'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/114158654474283561'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2006/03/blog-post.html' title='จาก &apos;ความจริง&apos; ถึง &apos;การเมือง&apos;'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-113920752590733887</id><published>2006-02-06T01:24:00.000-05:00</published><updated>2006-02-06T01:37:26.963-05:00</updated><title type='text'>เมื่อสามนักการเมืองไปหาเทพเจ้า</title><content type='html'>คุณทักษิน คุณอภิสิด และคุณบรรหาน ชวนกันไปเฝ้าเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์ ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม ด้วยหวังจะสอบถาม inside information เกี่ยวกับอนาคตของพรรคตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บรรหาน: &lt;em&gt;“โอ้ เทพเจ้า อนาคตพรรคซาดไทยของกระผมจะเป็นยังไงบ้างครับท่าน”&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เทพเจ้า: &lt;em&gt;“เสี่ยอ่างจะจากไป เลือกตั้งคราวหน้าจะต่ำสิบ ส.ส.เก่าโดดดูดคนแล้วคนเล่า เลิกเล่นการเมืองเถิดเติ้ง”&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้ฟังดังนั้น คุณบรรหานก็นั่งทอดอาลัย มือกุมขมับ น้ำตาไหลปิ่มว่าจะขาดใจ .....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อภิสิด: &lt;em&gt;“โอ้ เทพเจ้า แล้วอนาคตพรรคประชาธิปัด ของกระผมเล่า” &lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เทพเจ้า: &lt;em&gt;“ยังไม่ฟื้น ไม่มีอะไรใหม่ ศรัทธายังไม่หวนคืน อีสานโบ๋ ความขัดแย้งในพรรคยังคุกรุ่นรอวันปะทุ ฝ่ายค้านตลอดกาลแน่ อีกนานมาร์คกว่าจะได้เป็นนายก” &lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้ฟังดังนั้น คุณอภิสิดก็นั่งทอดอาลัย มือกุมขมับ น้ำตาไหลปิ่มว่าจะขาดใจ .....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทักษิน: &lt;em&gt;“โอ้ เทพเจ้า โปรดบอกข้า อนาคตพรรคไทรักไท และตัวข้าพเจ้า จะเป็นเช่นไร” &lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้ฟังดังนั้น เทพเจ้าก็นั่งทอดอาลัย มือกุมขมับ น้ำตาไหลปิ่มว่าจะขาดใจ ..... &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;หมายเหตุ: ตลกการเมืองเรื่องนี้ ตีพิมพ์ครั้งแรกในล้อมกรอบท้ายคอลัมน์ "มองซ้ายมองขวา" ของปกป้อง จันวิทย์ ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 6-8 กุมภาพันธ์ 2549 ผู้เขียนดัดแปลงเพิ่มรสชาติแบบไทยๆ จากต้นฉบับภาษาอังกฤษที่ได้รับจากเพื่อนร่วมสำนักหลังเขา ไม่ได้คิดแก๊กเองแต่ประการใด &lt;/strong&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-113920752590733887?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113920752590733887'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113920752590733887'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2006/02/blog-post.html' title='เมื่อสามนักการเมืองไปหาเทพเจ้า'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-113873161300243136</id><published>2006-01-31T12:57:00.000-05:00</published><updated>2006-01-31T13:20:13.113-05:00</updated><title type='text'>จำศีล</title><content type='html'>กว่าจะได้มาสวัสดีปีใหม่ก็ปาเข้าไปเดือนที่สองของปีเสียแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมหายหน้าหายตาไปหลายเดือน เหตุเพราะไปปลุกปั้น onopen.com จนเป็นรูปเป็นร่างดังที่เห็น แม้จะเป็นรูปเป็นร่างพอควรแล้ว แต่ยังมีอะไรให้ต้องปรับปรุงแก้ไขพัฒนาต่อไปอีกมาก ไม่ว่าการเสริมทัพด้วยคอลัมน์ใหม่ ควานหาต้นฉบับน่าสนใจ และเพิ่มความหลากหลายให้ตัวนิตยสาร(ออนไลน์)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอมารับหน้าที่บรรณาธิการ เวลาของการขีดเขียนเองก็ลดน้อยถอยลง ถูกบังคับให้ต้องข้องแวะกับการบริหารจัดการมากขึ้น ไม่ว่าทวงต้นฉบับ พบปะนักเขียน อ่านต้นฉบับ ตรวจแก้คำผิด คิดวางแผน จัดคิวต้นฉบับ และอัพโหลดต้นฉบับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;blog ปิ่น ปรเมศวร์ ซึ่งเป็นงานราษฎร์ เลยกลายเป็นลูกเมียน้อย  งานหลวงอย่าง open online แซงหน้าเป็นลูกรักไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วง open online ตั้งไข่เช่นนี้ ต้องขออภัยผู้ที่เข้ามาอ่าน blog ของผมด้วยนะครับ ที่เข้ามาทีไรก็พบเจอแต่ความว่างเปล่า วันแล้ววันเล่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงต่อจากนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจาก ผมตั้งใจว่าจะกลับมาสอนปีการศึกษาหน้า ผมเลยจะจรลีไปบ้านนอก เก็บตัวเขียนวิทยานิพนธ์อย่างเข้มข้น เพื่อจะได้สำเร็จการศึกษาอย่างทันท่วงที &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งใจเอาจริงสักที ดูซิว่าจะไปได้สักกี่น้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากคิดถึง ก็แวะไป onopen.com แล้วกันนะครับ อาจหายจ้อยไปจาก blog ปิ่น ปรเมศวร์ สักพักใหญ่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ออกตัวไว้ก่อนอย่างนั้นละครับ ผมมันเอาแน่เอานอนมิได้ เกิดเหงาขึ้นมา อาจเขียน blog บ่อยขึ้นก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างไม่ได้คุยกัน ใครคันมือคันไม้ อยากลองส่งบทความมาลง open online ก็ส่งมาได้ที่ผมเลยนะครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท้ายที่สุด ต้องขออภัยที่งาน Meet the Bloggers ครั้งที่ 2 ต้องล้มคว่ำคะมำหงาย เพราะชีวิตช่วงที่ผ่านมา ยุ่งๆ ประการหนึ่ง พอหายยุ่ง ก็รู้สึกขี้เกียจ อยากอยู่เฉยๆ อีกประการหนึ่ง และมีวงสังสรรค์วงเล็กๆ สม่ำเสมออยู่แล้ว อีกประการหนึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอยกยอดการพบปะเพื่อน bloggers หน้าใหม่ ไว้คราวหน้าแล้วกันนะครับ ไว้เสร็จสิ้นภารกิจต่างๆ ในชีวิต จะกลับมาชดใช้ความผิดนี้อีกทีหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องขอโทษทุกท่านอีกครั้ง ที่เรายังไม่มีโอกาสได้พบเจอกัน และขออำลาเพื่อนพ้องไปจำศีลชั่วคราว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอให้ทุกท่านโชคดีมีสุข จนกว่าจะพบกันใหม่&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-113873161300243136?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113873161300243136'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113873161300243136'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2006/01/blog-post.html' title='จำศีล'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-113470126077833130</id><published>2005-12-15T21:45:00.000-05:00</published><updated>2005-12-15T21:47:40.780-05:00</updated><title type='text'>onopen.com</title><content type='html'>แจ้งข่าวครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้ open online เข้าไปดูได้แล้วที่ &lt;a href="http://www.onopen.com"&gt;www.onopen.com&lt;/a&gt; นะครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื้อหาส่วนอื่นๆ อย่าง openbooks, october, open dragon, open house จะตามมาในไม่ช้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เย้ งานผมเสร็จเสียที&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-113470126077833130?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113470126077833130'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113470126077833130'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/12/onopencom.html' title='onopen.com'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-113381255773046028</id><published>2005-12-05T14:30:00.000-05:00</published><updated>2005-12-05T15:01:52.390-05:00</updated><title type='text'>open online ฉบับไม่สมบูรณ์</title><content type='html'>พี่น้องครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เชิญล้อมวงเข้ามา ผมมีของขวัญมาฝาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.diarii.com"&gt;http://www.diarii.com/&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;open online เวอร์ชั่นเกือบเรียบร้อยซ่อนตัวอยู่ที่ลิงก์ข้างบนครับ เชิญแอบเยี่ยมชม และวิจารณ์ ให้ความเห็นกันได้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลานี้ ทีมงานกำลังฝึกฝนและซ้อมมือการจัดการเว็บไปพลาง รอต้นฉบับจากคอลัมนิสต์บางท่านไปพลาง รวมถึงยังต้องเก็บงานให้เรียบร้อยอีกหลายจุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังไม่สมบูรณ์ครับ เฉพาะส่วน open online ก็สัก 85% ส่วนอื่นๆ ของเว็บจะตามมาในอีกไม่ช้า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องขออภัยในความไม่สะดวกด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พร้อมขึ้นเมื่อไหร่ จะเปิดเผยตัวอย่างเป็นทางการที่ onopen.com &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องขอขอบคุณคุณกร - อลงกรณ์ สงวนหล่อสิทธิ์ - เจ้าสำนัก storythai อย่างที่สุด ที่กรุณาชาว OPEN ช่วยออกแบบ, แก้ไข และสั่งสอน โปรแกรมจัดการเว็บ open online ให้พวกเรา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รออะไรกันอยู่ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เชิญชม open online ฉบับไม่สมบูรณ์ กันตามสะดวกดีกว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แอบเอามาให้อ่านกันก่อนตามประสาเพื่อนฝูงครับ อย่าเพิ่งกระโตกกระตากไปเชียว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วอย่าหักโหมอ่านจนตาเสียนะครับ เดี๋ยวจะไม่มีแรงพบกับหนังสือเซอร์ไพร์สฉลองปีใหม่จาก openbooks&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เล่มที่ทุกท่านรอคอย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;......&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-113381255773046028?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113381255773046028'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113381255773046028'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/12/open-online.html' title='open online ฉบับไม่สมบูรณ์'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-113371891141542405</id><published>2005-12-04T12:47:00.000-05:00</published><updated>2005-12-04T12:55:11.460-05:00</updated><title type='text'>ส. ศิวรักษ์ พูด</title><content type='html'>&lt;strong&gt;คอลัมน์ I-Think&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย มโนมัย มโนภาพ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ส่วน 'เสาร์สวัสดี' วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม 2548&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;............&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เสียงจากปัญญาชนสยาม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความเข้าใจสังคมไทยอย่างลึกซึ้งคนหนึ่ง โดยเฉพาะในเรื่องสถาบันศาสนาและพระมหากษัตริย์ เป็นนักคิดสายอนุรักษนิยมที่โดยเนื้อแท้มีจุดยืนแตกต่างจากนักอนุรักษนิยมโดยทั่วไป ความกล้าในการวิพากษ์วิจารณ์ของเขา ทำให้เคยได้รับข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ผ่านพ้นมาได้ด้วยดี มุมมองของเขาครั้งนี้ไม่ใหม่นัก แต่เป็นการย้อนกลับไปหารากฐานที่หลายคนยังไม่รู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ไม่เป็นไร เรียกผมยังไงก็ได้"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือที่รู้จักกันในนาม ส.ศิวรักษ์ วัย 72 ปี นักคิด นักเขียน และนักวิจารณ์ปากกล้าคนหนึ่งของสังคมไทย เอ่ยขึ้นเมื่อ 'เสาร์สวัสดี' ถามถึงกรณีที่ใครหลายคนเคยจัดให้เขาเป็นนักอนุรักษนิยม บ้างก็จัดให้เป็นผู้นิยมเจ้า (Royalist) ที่มีความเด่นชัดมากที่สุดคนหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"คือ conservative นี่ต้องเข้าใจนะว่า คือการรักษาของเก่าเป็นของดี รักษาต้นไม้เป็นของดี แต่ถ้าคุณรักษาของเก่าจนของเก่าทำลายของใหม่ อันนี้ผิด เหมือนต้นไม้ มันแก่แล้ว มีกาฝากก็ต้องตัดเอากาฝากออก ต้องรักษาเนื้อไม้ไว้ เอาเปลือกกระพี้ทิ้ง ไอ้ conservative ที่ไม่ทำอะไรเลย อันตรายนะครับ มันเป็นโทษ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"แต่ถ้าคุณจะ radical มาบอกเสียเวลารักษาไว้ทำไม ยิ่งต้นไม้ตัดง่ายที่สุด คุณจะเอาอะไรมาแทน เหมือนประเทศเพื่อนบ้านเรา ประธานาธิบดีแต่ละคนไม่ได้เรื่องทั้งนั้น อย่างน้อยสถาบันนี้ก็มีมานาน ช่วยกันแก้ที่บกพร่อง ดูแลรักษาที่ดีเอาไว้ ดีกว่าล้มไปแล้วมาสร้างอะไรใหม่ แต่ผมอาจจะผิดก็ได้"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เหตุที่มีการพูดถึงเรื่องพระราชอำนาจกันมาก ด้านหนึ่งมาจากเหตุวิกฤติในองค์กรอิสระ ตั้งแต่กรณีของคุณหญิงจารุวรรณ เป็นต้นมา อาจารย์คิดว่าความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องนี้ควรเป็นอย่างไร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คืออย่างนี้นะครับ พระเจ้าแผ่นดิน ตั้งแต่ 2475 มา โดยทฤษฎีเป็นพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ อีกนัยหนึ่งพระราชอำนาจทั้งหมด จะต้องเป็นไปโดยมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ไม่สามารถจะทรงแสดงทางหนึ่งทางใดได้เลย ในทางการเมืองนะครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยกตัวอย่างในประเทศญี่ปุ่น พระเจ้าแผ่นดินจะตรัสอะไรสักคำก็ไม่ได้ นี่เขาเคร่งกันขนาดนั้น เพราะพระเจ้าแผ่นดินญี่ปุ่นเคยมีอำนาจมากเหลือเกิน (หลังสงครามโลกครั้งที่ 2) อเมริกาไม่ล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะต้องการเอาไว้เป็นเพียงสัญลักษณ์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศอังกฤษ คุณก็รู้แล้วว่า เขาก็ต่อสู้กันมาระหว่างรัฐสภา กับพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินถูกตัดพระเศียรไป เวลานี้ชัดเจนเลยครับ ทุกอย่างที่เป็นพระราชดำรัส รัฐบาลจะเขียนถวายทั้งสิ้น แม้กระทั่งออกวิทยุกระจายเสียงทั่วโลกในวันที่ 25 ธันวาคม วันคริสต์มาส รัฐบาลก็ต้องตรวจ นี่คือเรื่องหลังฉากนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีนี้ พระราชอำนาจอยู่ตรงไหน อันนี้พระเจ้าอยู่หัวเองก็ทรงรับสั่งเห็นด้วย พระเจ้าแผ่นดินมีหน้าที่ หนึ่ง - เตือนรัฐบาล สอง - แนะนำ สาม - วิพากษ์วิจารณ์ แต่ทั้งหมดนี้ต้องทำเป็น private ไม่เปิดเผยให้คนเห็นให้คนรู้ เพราะรัฐบาล เป็นรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งหมดทำลงในพระปรมาภิไธย แต่ไม่ทรงรับผิดชอบ คนที่รับผิดชอบคือคนที่สนองพระบรมราชโองการ ต้องแยกกันนะครับ อันนี้คือพระเจ้าแผ่นดินภายใต้รัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ 2475 มา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่บางครั้ง เราไม่ได้เดินตามกฎตามเกณฑ์นี้ เช่น เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจปี 2500 จอมพลสฤษดิ์ ก็บอกว่าประชาธิปไตย มันไม่ได้เรื่อง ข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว แต่ที่ข้าพเจ้ารับผิดชอบนี้เพื่อจะเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ นับตั้งแต่นั้นมา ใครก็แตะต้องสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้ แล้วจอมพลสฤษดิ์ก็เอาประเพณีพิธีกรรมตั้งแต่ก่อนรัชกาลที่ 5 มาใช้ ต้องหมอบกราบ ต้องคลานเข้าไป พิธีกรรมต่างๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องนี้ รัชกาลที่ 5 ท่านทรงสั่งเลิกหมดแล้วนะครับ เมื่อบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 เมื่อพระชนม์ครบ 20 หลังจากทรงลาผนวชแล้ว ท่านประกาศเลยครับ พระปฐมวาจาภาษิต ตั้งแต่นี้ต่อไป ห้ามคลานเข้าเฝ้า ห้ามกราบห้ามกราน ให้ยืนขึ้นเฝ้าเสมอกันหมด เป็นเช่นนี้มาโดยตลอดจนถึงปี 2500 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จอมพลสฤษดิ์มารื้อฟื้นเพื่ออะไร เพื่อใช้สถาบันพระมหากษัตริย์มอมเมาคน แล้วยิ่งตอนหลังนี่ยิ่งเลอะเทอะ ใช้คำว่าพระราชอำนาจ พระราชอำนาจ มาจนถึงตอนหลัง เรารักในหลวง เราจะต่อสู้เพื่อในหลวง ผมก็ไม่แน่ใจว่า รักกันยังไง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่จริง หากจะต่อสู้ เราควรต่อสู้เพื่อราษฎร ให้ราษฎรกินดีอยู่ดี หรือถ้าเรารักในหลวง เราก็ต้องกล้าพูดในสิ่งที่เป็นความจริงสิครับ เพราะในศาสนาพุทธสอนว่าคนที่รักกันจริงๆ คือเป็น กัลยาณมิตร ซึ่งต้องกล้ากล่าวเตือนในสิ่งซึ่งคนถูกเตือนไม่อยากจะได้ยิน ผมไม่เคยเห็นนะ ไอ้พวกที่รักในหลวง ไม่เคยมีใครพูด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แต่การกล่าวเตือนบุคคลชั้นสูง หรือผู้มีฐานันดรสูงกว่านั้น จะมีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ไงครับ เราเข้าใจผิด ไอ้ฐานันดร มันเป็นสัญลักษณ์ของศักดินา ขัตติยาธิปไตย ซึ่งปี 2475 เลิกไปหมดแล้ว เพราะก่อน 2475 เจ้าขึ้นศาลรับสั่ง ไม่ใช่ศาลธรรมดานะครับ เมื่อเจ้าท่านถูกจับ ก็ไปขังสนมในวังจะใส่ตรวน ก็มีตรวนปิดทองมาถวาย ใส่พานเอาไว้ เจ้าก็เป็นพิเศษจากคนธรรมดา ไม่เหมือนกันเลยนะครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งเหล่านี้ จอมพลสฤษดิ์ได้ทำขึ้น ตอนนั้นเป็นเผด็จการ จริงๆ มันตั้งแต่ก่อน 2500 เสียอีก คือตั้งแต่ 2490 เมื่อจอมพลผิน (ชุณหะวัณ) ยึดอำนาจรัฐประหาร ทำลายประชาธิปไตยครั้งแรก อาจารย์ปรีดี (พนมยงค์) ถูกถีบออกไปจากบ้านจากเมือง นักการเมืองที่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตยถูกฆ่าเป็นระลอกๆ รวมถึง หะยี สุหลง ที่ปัตตานีด้วย อันนี้เป็นพื้นฐานเลยนะครับที่ทำให้เกิดความรุนแรงในเวลานี้ เพราะเราไปยึดอำนาจอย่างไม่ชอบธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะอำนาจต้องชอบธรรม อำนาจที่ชอบธรรม ต้องโต้เถียงกันได้ วิพากษ์วิจารณ์กันได้ ปรึกษาหารือกันได้ พอคุณบอกว่าคนนี้ศักดิ์สิทธิ์ คนนั้นสูงส่ง วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ก็เสร็จเลยครับ ไปไม่ได้หรอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จอมพลสฤษดิ์ เป็นคนที่เลวร้ายมาก และคนที่เลวร้ายกว่าจอมพลสฤษดิ์มีอยู่คนเดียวครับ คือ นักการเมืองในเวลานี้ เพราะสฤษดิ์นั้น คนรู้ว่าเขาเป็นเผด็จการ เป็นทหาร เขาโกงกินอย่างเปิดเผย เขานุ่งผ้าขาวม้าแดง มีเมีย บ้ากามอย่างเปิดเผย เขากดขี่ผู้คน แต่นักการเมืองคนนี้ใช้วิธีหลอกลวงผู้คน สามารถชนะเลือกตั้งแทบทั่วประเทศ การชนะเลือกตั้งก็ใช้วิธีฉ้อฉล ซึ่งแนบเนียน ตอนนี้มันเริ่มเปิดเผยออกมาทุกทีแล้วนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อจอมพล ป. โกงเลือกตั้งปี 2500 คุณเผ่า (ศรียานนท์) โกงเลือกตั้งปี 2500 ไม่กี่วัน นักศึกษาประชาชนก็เดินขบวน จอมพล ป.ต้องหนีไป นี่นักการเมืองเกือบ 3 ปีแล้วนะครับ แสดงว่าเขาแนบเนียนกว่า แต่เขาปกครองเกือบจะเหมือนจอมพลสฤษดิ์เลยนะครับ ใช้วิธีการรุนแรง ภาคใต้นี่เป็นตัวอย่างเลย แล้วไม่ใช่ภาคใต้อย่างเดียว ยาบ้ายาม้า เขาเอาคนไปฆ่าทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ไม่รู้ตั้งกี่พัน ชาวบ้านก็เห็นดีเห็นงามด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่าลืมนะว่า สมัยจอมพลสฤษดิ์ ก็เช่นเดียวกันนะครับ ข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่ผู้เดียว ไฟไหม้ เอาคนไปยิงเป้า แน่นอน คนที่ไม่เห็นด้วยไม่กล้าพูด เช่นเดียวกันกับยาบ้ายาม้า โอ ท่านยอดเลย ผมบอกว่าถ้าเป็นลูกคุณ คุณจะว่ายอดมั้ย เพราะบ้านเมืองปกครอง มันต้องมีขื่อมีแป ต้องมีกฎหมาย และถ้าเขาผิดจริงก็ต้องไปขึ้นศาล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการของนักการเมืองคนนี้แบบเดียวกับสฤษดิ์เลย แต่สฤษดิ์โกงกินเพียงเพื่อตัวเอง เพื่อทหารและพรรคพวกของตนเอง แต่กรณีของนักการเมือง โกงกินโดยบริษัทพรรคพวกตัวเอง ซึ่งเป็นบรรษัทข้ามชาติ สมัยสฤษดิ์ยังไม่มีนะครับ ตอนนี้เขาทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของเขา ติดต่อกับพม่า ไปเมืองจีน สยบยอมต่อจีน ไปอเมริกา สยบยอมอเมริกา แล้วที่ปฏิเสธว่าไม่จริง จริงนะครับที่มีคุกอเมริกันอยู่ในเมืองไทย นี่จริงที่สุดเลย เขายอมทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของบรรษัทเขา ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองเรา เพราะการจับคนจากอาหรับมาไว้ที่นี่ แล้วพวกอาหรับเขาจะไม่เล่นงานเราหรือครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น นักการเมืองคนนี้อันตรายกว่าสฤษดิ์เยอะ อย่างน้อยสฤษดิ์ก็มีจิตสำนึกในการรักบ้านรักเมือง แล้วรักในหลวง สฤษดิ์ก็รักจริงนะ แม้จะเป็นเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของเขา แต่คนนี้ไม่รักในหลวงเลย อันนี้พูดกันอย่างไม่เกรงใจ ดังนั้นที่มีความเคลื่อนไหวรักในหลวงออกมา ก็เพื่อกระทบเขาโดยตรง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณต้องเข้าใจว่ามีฝรั่งชื่อ ดันแคน ที่มหาวิทยาลัยลีดส์ ไปพูดชัดเจนเมื่อคราวประชุมไทยคดีศึกษาสากล ที่มหาวิทยาลัยนอร์ธเทิร์น อิลลินอยส์ บทความก็มีปรากฏนะครับ ระบุชัดเจนเลยว่าคนนี้ต้องการจะท้าทายในหลวง โดยเฉพาะทางภาคใต้ จึงทำให้มีการออกมาพูดถึงเรื่องพระราชอำนาจกันมาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แต่ในเวลาเดียวกัน การที่มีคนออกมาอ้างว่า รักในหลวง ก็ทำให้น่าเป็นห่วงสถานการณ์นี้เหมือนกันว่า อาจจะเลอะเทอะไปกันใหญ่ ?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าคุณรักในหลวง ก็ต้องถือว่าพระเจ้าแผ่นดินในระบอบรัฐธรรมนูญ เรารักท่าน เทิดทูนท่าน อย่าไปดึงท่านลงมา ตอนนี้ทุกฝ่ายพยายามดึงท่านลงมา อันนี้อันตรายมาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สอง ถ้าเผื่อจะรักกันอย่างจริงจัง ก็ต้องมองว่าสถาบันพระมหากษัตริย์จะอยู่ได้อย่างไร หมายความว่า หนึ่ง-ต้องเป็นตัวนำทางจริยธรรม สอง-จะต้องไม่มาข้องแวะในทางเศรษฐกิจ เพราะก่อนจอมพลสฤษดิ์ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รัฐบาลดูแล ที่ในกรุงเทพฯ 30 เปอร์เซ็นต์ของสำนักงานทรัพย์สินฯ นะครับ จอมพลสฤษดิ์ยกถวายไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทางนิตินัย รัฐบาลควบคุมอยู่ แต่ในทางพฤตินัย สำนักงานทรัพย์สินฯ อยู่เหนือรัฐบาล แล้วคุณจิรายุ (อิศรางกูร ณ อยุธยา) ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินเป็นประธานธนาคารไทยพาณิชย์ แล้วสำนักงานทรัพย์สินฯ ไล่คนออกเหมือนหมูเหมือนหมา เพื่อจะสร้างคอนโด เพื่อจะสร้างอะไรต่างๆ อันตรายมากๆ ครับ เพราะคนเช่าที่ทรัพย์สินฯ อยู่ ก็เหมือนเช่าที่วัดน่ะ โอเค คุณอาจจะว่าเอาเปรียบวัด เอาเปรียบสำนักงานทรัพย์สินก็ได้ แต่ไล่ไปแล้ว คนเหล่านี้จะรู้สึกอย่างไร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าคุณรักในหลวง ต้องเปลี่ยนสำนักงานทรัพย์สินให้รัฐบาลดูแล ไม่ควรให้พระองค์ท่านมายุ่งเกี่ยว แล้วพระองค์ท่านเอง ทรงประหยัดมัธยัสถ์นะครับ เรียบร้อยมากในเรื่องเงินเรื่องทอง แต่คนที่อ้างว่ารักท่าน คนที่รับใช้ท่าน จะเอาเงินมาใช้กัน โครงการต่างๆ ตรวจสอบได้มั้ย เกรงว่าจะเป็นเรื่องเสียระยะยาว เพราะฉะนั้น ผมถึงบอกว่าทุกอย่างต้องโปร่งใส &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ประชาชนจึงควรเร่งทำความเข้าใจในเรื่องนี้ ให้ความสนใจเรื่องนี้มากขึ้น ?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยเฉพาะในประเด็นด้านจริยธรรม เวลานี้ รัฐบาลขาดจริยธรรมแทบทุกอย่าง ศีลข้อที่หนึ่ง ฆ่าคนเป็นว่าเล่น ศีลข้อที่สอง โกงผู้คนเป็นว่าเล่น ศีลข้อที่สาม อาจจะไม่วุ่นวายในทางกาม เหมือนจอมพลสฤษดิ์เท่าไหร่ แต่ขณะเดียวกัน คุณก็เปิดโอกาสให้มีวัฒนธรรมบริโภค มีการโปรโมทในเรื่องกามเรื่องราคะทั่วไปหมด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศีลข้อที่สี่ โกหกตอแหลอยู่ตลอดเวลา ทีคนอื่นเขาพูดขัดกับตัว ก็พยายามไม่ให้เขาออกความเห็น ศีลข้อที่ห้า การมอมเมา ไม่ได้หมายถึงเบียร์เหล้าเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการมอมเมาโดยลัทธิอุดมการณ์ของรัฐบาล เช่น ต่อไปนี้ต้องหาเงินอย่างเดียว การวิจารณ์ทางสังคมศาสตร์ต้องเลิก ต้องวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อจะหาเงิน นี่ก็คือการมอมเมาทั้งนั้นเลย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะมองไปที่ไหน เราก็ต้องมองไปที่ผู้ซึ่งสามารถนำได้ในทางจริยธรรม ผมว่าอันนี้คือสถาบันพระมหากษัตริย์ ประเสริฐสุด เป็นแสงสว่าง เป็นชัยธรรม แต่ท่านจะต้องไม่เข้าข้างใคร จะเป็นเช่นใดก็ตาม พระราชอำนาจต้องมาจากท่าน ไม่ใช่ใครไปพูดแทนท่าน โดยเฉพาะในกรณีฝ่ายอธรรมสู้กัน กรณีของทักษิณกับสนธิ ฝ่ายอธรรมสู้กันนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ภาคประชาชนยังไม่ได้ขับเคลื่อนออกมาร่วมกับสนธิอย่างชัดเจน ?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันอยู่ที่คุณถามว่าภาคประชาชนคือใคร ถ้าภาคประชาชนคือองค์กรพัฒนาเอกชน สมัชชาคนจน หน่วยงานต่างๆ เช่น เชียงใหม่ที่เดินขบวนกันมา คนพวกนี้ ไม่ได้เล่นกับทักษิณ หรือสนธิ พวกนี้เขาฉลาดพอที่จะไม่ลงมาเล่นด้วย อันนี้ว่าตามที่ผมเข้าใจนะ ผมอาจจะผิดก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;จากกรณีพระราชอำนาจ มีคำถามโยงถึงเรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วย อาจารย์เคยมีประสบการณ์ในเรื่องนี้มาแล้ว?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องหมิ่น นี่ พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงรับสั่งเองนะว่า กฎหมายนี้มันเลอะเทอะ ใช้ไม่ได้แล้ว ท่านรับสั่งกับคุณสนั่น ขจรประศาสน์ บอกให้เลิกเลย สมัยเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวผมโดนคดีนี้มา 2 ครั้งแล้ว ปี 2527 ตอนนั้น (พล.อ.)อาทิตย์ กำลังเอก ต้องการจะเอาผมเป็นเครื่องมือเพื่อจะล้ม (พล.อ.) เปรม ติณสูลานนท์ อันนี้ชัดเจนเลย ... ครั้งที่ 2 (พล.อ.)สุจินดา คราประยูร ยึดอำนาจ ผมเล่นงานสุจินดา เขาหาว่าผมหมิ่นเบื้องสูง แล้วในที่สุด ผมชนะคดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คดีหมิ่นนี่เสียในหลวงนะครับ เพราะไอ้พวกนักการเมืองใช้เพื่อประโยชน์ของตัวเองทั้งนั้น เวลาไม่พอใจก็หาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อย่างคุณไม่พอใจธนบัตร เขาก็หาว่าคุณหมิ่นแล้ว อันตรายมาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือนสมัยก่อน พวกฝรั่ง เอะอะก็หาว่าหมิ่นพระผู้เป็นเจ้า ถูกตัดลิ้น ถูกจับขัง ผมว่ามันหมดสมัยแล้ว การพูดกระทบไปถึงในหลวง ไม่ว่าเราจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ก็มีกฎหมายหมิ่นประมาทอยู่แล้ว เพราะคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ บทลงโทษร้ายแรงมาก ติดคุก 15 ปีหัวโตเลย ควรจะเลิก ไม่ควรจะมี แต่นักการเมืองส่วนใหญ่เป็นคนไม่มีกึ๋น พวกนี้จะไม่กล้าท้าทายความเป็นไปของระบบ เพราะระบบที่เป็นอยู่มันช่วยให้คนข้างบน เอาเปรียบคนข้างล่าง แล้วพวกนักการเมืองตราบใดที่อยู่ข้างบน เขาเห็นว่ากฎหมายพวกนี้ช่วยเขา จนหลุดออกจากอำนาจเมื่อใดถึงจะรู้สึก อย่าง เสธ.หนั่นทุกวันนี้ถึงรู้สึกว่าลูกตัวถูกรังแกอย่างไรบ้าง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนเราต้องไม่มีอำนาจถึงจะรู้สึก กฎหมายทั้งหมดเป็นกฎหมายที่ช่วยคนมีอำนาจ เป็นกฎหมายช่วยคนรวย เพราะฉะนั้น ถ้าไม่จนไม่รู้สึกหรอก แต่เขาลืมไปว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศนี่จน และที่น่าเศร้าก็คือ มันเอาคนจนกับคนจนมาเอาเปรียบกันเอง อย่างพลตำรวจนี่คนจนนะครับ แต่พลตำรวจก็จะจับพวกตุ๊กตุ๊ก แท็กซี่ ซึ่งจนด้วยกัน และมาจากอีสานด้วยกัน ไม่เห็นมันกล้าไปจับรถเบนซ์เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สุดท้าย อยากทราบทัศนคติของอาจารย์ในเรื่องคุณอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มีความคิดจะนำวัดไปไว้บนห้างสรรพสินค้า ซึ่งมีคนวิพากษ์วิจารณ์กันมาก?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้ามองตามความเป็นจริง สิ่งที่คุณอุไรวรรณพูดไม่แปลกประหลาดนะครับ เพราะสถาบันพุทธในเมืองไทยกลายเป็นร่างทรงของลัทธิบริโภคนิยมไปแล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อไปบริโภคกันตามห้างสรรพสินค้า ก็ไปบริโภคศาสนาพุทธด้วย เป็นศาสนาพุทธที่เป็นสถาบัน ถือเป็นการมอมเมาอย่างหนึ่ง มีของขลัง ของศักดิ์สิทธิ์ พุทธพาณิชย์ พระเครื่องพระอะไรต่างๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยกตัวอย่าง อย่างหลวงพ่อคูณ ซึ่งเป็นที่นับถือกว้างขวางมาก แต่สิ่งที่หลวงพ่อคูณทำนั้นผิดสมณวิสัยทั้งนั้น ผมรักท่านนะ เคารพท่าน แต่สิ่งที่ท่านทำมันผิดครับ เพราะท่านเอาพระเครื่องมาขาย ไม่ใช่หน้าที่ของพระเลย แล้วก็โฆษณา ท่านอาจจะไม่ได้ทำเอง แต่ท่านก็ยอมให้ทำ เช่น ว่าศักดิ์สิทธิ์ ถูกหวย เป่าหัว มันผิดหมดเลย แล้ววิธีนี้มันเป็นบริโภคนิยม โดยไม่ต้องเอ่ยถึงธรรมกายนะครับ ซึ่งค้าขาย เซ็งลี้กันหมด ดังนั้น ถ้าจะเอาวัดไปขึ้นห้างสรรพสินค้าก็คงไม่แปลกประหลาดอะไร นี่พูดกันตรงไปตรงมา เพราะเนื้อหาของศาสนาพุทธจางหายไปเกือบหมดแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้กระทั่งหลวงตามหาบัว ซึ่งประกาศตัวว่าเป็นพระอรหันต์ ก็ไม่เห็นมีใครมีจุดยืนอะไรเลย มีผมพูดอยู่คนเดียวว่าถ้าเผื่อว่าท่านประกาศตัวเป็นพระอรหันต์ เท่ากับท่านหมดความเป็นพระแล้ว เพราะอวดอุตริมนุสธรรม ปาราชิกมี 4 ข้อนะครับ ข้อที่หนึ่ง เสพเมถุน ข้อที่สอง ฆ่าคน ข้อที่สาม ลักทรัพย์เกิน 1 บาท ข้อที่สี่ อวดอุตริมนุสธรรม (การอ้างคุณวิเศษซึ่งไม่มีในตน) หลวงตาบัวบอกว่าเป็นอรหันต์ เป็นอรหันต์แล้วมาเล่นงานทักษิณได้อย่างไร อรหันต์แล้วมาอยู่ฝ่ายสนธิได้อย่างไร มันเลอะถึงขนาดนี้ วุ่นวายมากเลย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้น ก็ดีนะครับ (แค่นหัวเราะ) จะได้เอามาขายกินกันเลย แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดนะครับ สมัยคุณสุขวิช รังสิตพล เป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษา (ยุคพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ) วันหนึ่งเขานั่งเรือบินไปอุบล โดยบังเอิญนั่งติดกับผม โอ เจอะอาจารย์ดีใจมากเลย อยากถามอาจารย์สักคำหนึ่งว่าวัดทั้งหมดนี้ กระทรวงศึกษาควรจะยึดมา แล้วให้พระทั้งหมดไปอยู่ที่พุทธมณฑล สมเด็จพระสังฆราชมีที่ประทับแล้ว ไปเฝ้าสบาย เวลานี้ ผมไปเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชที โอ้โห หมาก็เห่า ผมก็ต้องไปรอ มันไม่ถูกต้องเลย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คือพวกนี้จะคิดแบบนี้ เพราะวัดไม่ถูกต้อง ก็จับไปไว้ในศูนย์การค้า จับไปไว้ที่พุทธมณฑล ผมก็เลยบอกว่า คุณสุขวิช ไม่รู้เรื่องประวัติศาสตร์หรือครับ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจที่สุด เผด็จการที่สุด สภาอยู่ในอำนาจท่าน แต่ท่านพังเพราะ พ.ร.บ.พุทธมณฑลบุรี ท่านจะเอาพระไปไว้ที่นั่นทั้งหมดเลย ส.ส.ก็เลยบอกว่าแล้วใครจะไปบิณฑบาตที่ไหนกัน พังแท้ๆ ต้องลาออก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วคนเหล่านี้ คิดว่าตัวเองรู้เรื่องศาสนาพุทธ เรื่องวัฒนธรรมไทย รวมทั้งคุณทักษิณด้วย ไม่รู้ทั้งนั้น น่าสงสาร.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-113371891141542405?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113371891141542405'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113371891141542405'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/12/blog-post_04.html' title='ส. ศิวรักษ์ พูด'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-113320078521146926</id><published>2005-11-28T12:47:00.000-05:00</published><updated>2005-11-28T13:01:19.463-05:00</updated><title type='text'>จาก Cantona ถึง Best</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;เท่อีกแล้ว King Eric ของผม&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;Cantona Hails Reds Legend Best&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;28/11/05 2:05 PM&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา &lt;a href="http://www.manutd.com/"&gt;http://www.manutd.com/&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;........&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;Eric Cantona has paid tribute to the late George Best who passed away last Friday.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;The Frenchman contacted ManUtd.com in order to express his personal thoughts on the United legend.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;Cantona said:&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;"After his first training session in heaven, George Best, from his favourite right wing, turned the head of God who was filling in at left-back.&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;"I would love him to save me a place in his team, George Best that is, not God."&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;Report by Gemma Thompson.&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-113320078521146926?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113320078521146926'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113320078521146926'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/11/cantona-best.html' title='จาก Cantona ถึง Best'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-113266701418390438</id><published>2005-11-23T02:24:00.000-05:00</published><updated>2005-11-22T14:59:53.946-05:00</updated><title type='text'>ใกล้เข้าไปอีกนิด</title><content type='html'>รายงานความคืบหน้าสำหรับแฟน OPEN คร้าบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้ รูปโฉมใหม่ของเว็บ onopen เสร็จแล้วนะครับ คราวนี้ สวยงามด้วย และเป็นมิตรกับผู้อ่านมากขึ้นด้วย แต่เรายังไม่ได้เปลี่ยนหน้าตาใหม่ขึ้นแสดง เพราะกำลังอยู่ระหว่างจัดทำเนื้อหา และวางระบบจัดการข้อมูล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คาดว่า คงใช้เวลาอีกสักพัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องขอบคุณทุกท่านที่แสดงความเห็นและวิพากษ์วิจารณ์เว็บไซต์นะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความดีงามในส่วนการออกแบบเว็บ จนได้หน้าตาสวยงามทั้งแบบเก่าและแบบใหม่ ต้องยกให้คุณลี แฟน OPEN ที่มาช่วยเหลือลงแรง ซึ่งทั้งกองบรรณาธิการไม่มีความรู้ด้านนี้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนความดีงามในส่วนการวางระบบบริหารจัดการเว็บ ต้องยกให้นายกร แห่ง Storythai ที่เสียสละกำลังกายและกำลังสมองมาช่วยพวกเราฟรีๆ ตามประสาแฟน OPEN เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอขอบคุณผู้อยู่เบื้องหลัง open online ทั้งคู่ ณ ที่นี้ อีกครั้งหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พลันที่คุณกรวางระบบบริหารจัดการเว็บแล้วเสร็จ และมาฝึกสอนวิธีการอัพโหลดข้อมูลให้ทีมงาน เมื่อนั้น open online ก็คงพร้อมออกสู่โลกไซเบอร์สเปซ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะเวลานี้ ต้นฉบับได้ทยอยเดินทางมานอนนิ่งใน mailbox มากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โปรดอย่ารอคอย แต่จงติดตามด้วยความระทึกในดวงหทัยพลัน !&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งแต่ใช้ blog นี้ บอกเล่าเก้าสิบความคืบหน้าของ open online ก็มีแฟน OPEN หลายคน ให้คำแนะนำบ้าง ถามคำถามบ้าง ก็ต้องขออภัยนะครับที่มิได้ตอบคำถามเป็นรายบุคคล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้จะสายไปหน่อย ก็ขอยกบางประเด็นมาคุยกันตรงนี้ครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;อยากให้ทำ open online ฉบับ PDF ที่จัดหน้าให้เหมาะสมกับการอ่านบนกระดาษด้วย&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ผมอยากเรียนว่า open online ไม่มีกองบรรณาธิการที่นั่งทำงานเฉพาะส่วน online เป็นประจำน่ะครับ ส่วน open online เป็นงาน 'ลงแขก' ของแต่ละคนที่ต่างมีงานประจำกันอยู่แล้ว กองบรรณาธิการที่ทำงานใน OPEN ปัจจุบัน ก็มีหน้าที่ผลิตหนังสือเล่มของ openbooks เป็นหลัก ซึ่งก็หนักหนาสาหัสกันเอาเรื่อง เพราะตอนนี้มีกัน 3 คนเท่านั้น (ช่วยกันทำ ทั้งจัดเตรียมต้นฉบับ เรียบเรียง ถอดเทป พิสูจน์อักษร ติดต่อผู้เขียน) ตัวผมเอง ก็มีงานประจำของผม (ผมไม่ได้ทำงานประจำที่ OPEN นะครับ) และยังมีภารกิจด้านการเรียนด้วย คอลัมนิสต์ทุกท่านที่มาร่วมสนุก ก็ไม่ได้รับค่าเรื่องแม้แต่บาทเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การกลับมาของ OPEN ครั้งนี้ใช้โมเดล 'คนไม่ใช่สัตว์เศรษฐกิจ' อย่างแท้จริง ไม่มีใครได้ผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีโฆษณา (ยกเว้นโฆษณาหนังสือ openbooks) ไม่มีรายรับจากการมีเว็บเลย ... เรียกว่า อ่านฟรี ทำฟรี เขียนฟรี ดูแลเว็บฟรี กันทุกผู้ทุกนาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่นนี้แล้ว เราเลยพยายามจำกัดภาระงานให้น้อยที่สุด เหลือเพียงงานที่จำเป็นต่อความอยู่รอดของ open online เท่านั้น เพื่อไม่สร้างความยากลำบากในชีวิตต่อทุกฝ่ายที่มีส่วนข้องแวะกับ open online จนเกินพอดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การแปลงไฟลเป็น PDF ก็ถือเป็นภาระงานที่เพิ่มขึ้นประการหนึ่ง เพราะยังต้องจัดหน้าบทความอีกด้วย ทำไปทำมา จะคล้ายกับการกลับมาทำนิตยสารครั้งใหม่ไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระนั้น ใครอยากอาสาทำ เราก็ไม่ว่ากล่าวนะครับ ผู้อ่าน open online ท่านใด อยากทำ ตามสบายเลยครับ จัดหน้า เรียงเนื้อหา open online ตามชอบใจ แล้วอัพโหลดไว้ใน blog หรือเว็บของท่าน ให้เพื่อนๆ ท่านอื่นดาวโหลดได้ ก็จะเป็นพระคุณอย่างสูง ช่วยลงแรง แล้วแบ่งปันกันครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากต้นฉบับที่ผมได้มา เนื้อหาส่วนใหญ่ของแต่ละคอลัมน์ยาวมากเลยครับ อาจจะไม่เหมาะกับการอ่านออนไลน์ให้ปวดสายตา ท่านคงจะต้องปรินท์ออกมาหากจะอ่านจริงๆจังๆ ซึ่งในเว็บใหม่ของ onopen ที่กำลังจะเสร็จ จะสะดวกกับการปรินท์มากขึ้นครับ และไม่ใช้ flash เหมือนเว็บเวอร์ชั่นปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยความจำกัดด้านเวลา ทุน และแรงงาน ของสำนักพิมพ์จนๆ และคนทำจนๆ ยุ่งๆ คงต้องขอผลักภาระตรงนี้ให้ผู้อ่านช่วยๆ กันเองแล้วกันนะครับ หวังว่าคงจะเข้าใจข้อจำกัดเหล่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเป็นการอ่านกันในที่พักอาศัย จะทำการเปลี่ยนแปลง ทำซ้ำ หรือเผยแพร่ส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมด ของ open online ให้เพื่อนพ้องก็ทำได้ ไม่ว่ากัน เพียงอย่าเอาไปรวมเล่มขายเพื่อการค้าก็แล้วกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;open online จะมี feed หรือไม่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แรกสุดที่ผมได้อ่านคำถามนี้ สารภาพว่ายังไม่รู้ว่า feed คืออะไรเลยครับ ถามเพื่อน เพื่อนก็ว่า สงสัยจะหมายถึง feedback มั้ง (ฮา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถามไถ่ผู้รู้ ตอนนี้พอเข้าใจบ้างแล้ว แต่ผมเองน่ะ ทำไม่เป็นแน่ แล้วจะส่งต่อไปขอความกรุณาจากนายกรแล้วกันนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ทำไมต้องทำเป็น e-magazine&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะไม่มีเงิน และไม่มีแรงครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากอ่านบทบรรณาธิการของพี่โญในฉบับอำลา คงพอจะเห็นภาพของความเหนื่อยยากในการรักษา OPEN ไว้บนแผงหนังสือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเลือกใช้สื่อออนไลน์ก็เป็น 'การทดลอง' โมเดลใหม่ ที่ต้นทุนต่ำ และไม่ต้องต่อสู้กับโครงสร้างที่บิดเบี้ยวในตลาดนิตยสารเมืองไทย แต่สามารถรักษา 'ชุมชน' OPEN ไว้ได้ ตามเรี่ยวแรงที่พอมี ดีกว่าให้พัดจมไปเฉยๆ ตามการแตกดับของตัวนิตยสาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานเขียนที่จะลงใน open online มีทั้งส่วนที่เป็นงานเขียนเก่า และใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอลัมนิสต์บางท่านก็งานล้นมือ เราก็ขอต้นฉบับที่ท่านได้เขียนไว้ตามแหล่งอื่น มารวบรวมไว้ที่นี่อีกครั้งหนึ่ง แต่เท่าที่ได้พูดคุย งานส่วนใหญ่จะเป็นงานใหม่ที่ยังไม่เคยลงพิมพ์ที่ใดมาก่อน บางคนก็อาจผสมงานเก่าและเขียนใหม่เมื่อมีอารมณ์และเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องของเรื่องคือ เราอยากรวบรวมข้อเขียนของคอลัมนิสต์ใน 'ชุมชน' OPEN ไว้ที่เดียวกัน ให้ผู้อ่านเปิดมาดูเว็บเดียว สามารถรู้ได้ว่า ขณะนี้คอลัมนิสต์คนนั้นคนนี้คิดเขียนอะไรกันบ้าง แล้วมีกรุต้นฉบับให้สามารถค้นย้อนหลังได้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;open online ไม่ได้รออัพเดทพร้อมกันทุกคอลัมน์ เดือนละครั้ง เหมือนตัวนิตยสารนะครับ คอลัมนิสต์คนไหน ส่งงานมาก่อน เราก็เอาขึ้นเว็บทันที ฉะนั้น เว็บจะมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย จะมีเพียงตอนเปิดตัวปฐมฤกษ์เท่านั้น ที่เราจะนำทุกคอลัมน์ขึ้นเว็บพร้อมกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครมีคำถามหรือข้อเสนอแนะอะไรก็ทิ้งกันไว้ได้นะครับ แล้วจะมาคุยด้วย ต้องขอโทษด้วยนะครับที่บางครั้งทักทายไม่ทั่วถึง ไม่ได้คุยด้วยเป็นรายคน แต่ยินดีที่ได้รู้จักทุกท่านนะครับ ฟังข้อมูลเรื่อง open online แล้ว ใครอยากอาสามาช่วยอะไรตรงไหนก็ลองอีเมลมาคุยกันได้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนที่บางท่านสอบถามกันเรื่องสังสรรค์ Meet the Bloggers ครั้งที่ 2 (อันนี้ไม่เกี่ยวกับ open online) นั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างที่บอกครับ ขอเชิญเพื่อนๆ ทุกท่าน ไม่ว่าท่านจะรู้จักเราหรือไม่ ไม่สำคัญ ไม่ต้องเขิน ไม่ต้องรอให้สนิท ถ้าใจอยากมาคุยกันก็มา ไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่า เดินเข้าร้านเฮมล็อกตามวันเวลาที่เราจะแจ้งให้ทราบในอนาคตอันใกล้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไว้ใกล้ๆ จะเปิดสำรวจจำนวน เพื่อจองโต๊ะอีกทีหนึ่งนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;......&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-113266701418390438?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113266701418390438'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113266701418390438'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/11/blog-post_23.html' title='ใกล้เข้าไปอีกนิด'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-113238045118545757</id><published>2005-11-21T12:40:00.000-05:00</published><updated>2005-11-21T04:05:37.700-05:00</updated><title type='text'>O Captain! My Captain!</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/1600/keane.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/320/keane.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คืนวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังปิดสภากาแฟตอนตีสองกว่า ผมถึงบ้านเกือบตีสาม ยังไม่ทันอาบน้ำอาบท่า ก็ต่ออินเทอร์เน็ต หมายจะเช็คอีเมลก่อนนอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไม่คาดคิด - ผมกลับต้องพบข่าวสุดช็อคเมื่อ soccernet พาดหัวใหญ่ถึงการอำลาทีมอย่างทันด่วนของ Roy Keane กัปตันทีม Manchester United นักเตะอันดับหนึ่งในดวงใจของผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นข่าวร้ายที่ช็อคแฟนผีแดงมากไม่แพ้การจากลา Old Trafford ของ Eric Cantona&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Roy Keane ย้ายจาก Nottingham Forest มา Manchester United ตั้งแต่ปี 1993 ด้วยค่าตัว 3.75 ล้านปอนด์ เมื่ออายุย่าง 22 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ต้องรอนาน เพียงนัดแรกที่ Old Trafford (นัดที่สองในเสื้อปีศาจแดง) Keane ก็ส่งสัญญาณความไม่ธรรมดาของเขาถึงเหล่าสาวกผีแดง โดยซัลโวถึง 2 ประตู ในนัดดับ Sheffield United 3-0&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังการจากไปของ Cantona ในฤดูร้อนปี 1997 Keane สวมปลอกแขนกัปตันทีมคนใหม่ และทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะรักหรือเกลียดเขา คงไม่เกินเลยหากจะเอ่ยอ้างว่า ยามแฟนบอลไม่ว่าทีมใด จินตนาการถึงกัปตันทีมในฝัน หน้าของ Roy Keane คงลอยขึ้นมาเป็นลำดับต้นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;12 ปีครึ่ง ในรั้ว Old Trafford ของเขา ลงเล่นใน Manchester United ทั้งสิ้น 479 นัด ยิงทั้งสิ้น 51 ประตู ในจำนวนนี้ รวมถึงเกมพรีเมียร์ชิพ 326 นัด ยิง 33 ประตู และเกมสโมสรยุโรป 75 นัด ยิง 12 ประตู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Keane คว้าแชมป์พรีเมียร์ชิพ 7 ครั้ง แชมป์เอฟเอคัพ 4 ครั้ง แชมป์ยุโรป 1 ครั้ง และแชมป์มิคกี้เม้าส์อื่นๆ อีกหลายครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แมทช์สุดท้ายที่เขาลงเล่นในเสื้อปีศาจแดงคือ นัดเยือนลิเวอร์พูลที่แอนฟิลด์ เมื่อ 18 กันยายน 2005 ซึ่งเสมอกันไป 0-0 และเขาได้รับบาดเจ็บกระดูกเท้าแตก โดยหารู้ไม่ว่า นั่นเป็นการสวมเสื้อผีแดงครั้งสุดท้ายของเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Roy Keane เป็นนักเตะในดวงใจอันดับหนึ่งของผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มิดฟิลด์ในตำนานผู้นี้สร้างชื่อจากความหนักแน่น ทุ่มเท แข็งแกร่ง แรงดีไม่มีตก ตั้งแต่รับตำแหน่งกัปตันทีม Keane ถือเป็น 'หัวใจ' ของ Manchester United อย่างแท้จริง มีส่วนในเกมทั้งรับและรุก มีอิทธิพลต่อนักเตะคนอื่นๆ ในทีม ทั้งในและนอกสนาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลาที่สุดยอดที่สุดของเขา น่าจะเป็นช่วงฤดูกาล 1998-1999 และ 1999-2000 ในฤดูกาล 1998-1999 Keane เป็นผู้นำทีมปีศาจแดงคว้า 3 แชมป์อย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นปีที่ดีที่สุดในชีวิตกองเชียร์ผีแดงทุกคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แมทช์ที่ลืมไม่ลง และสะท้อนความเป็นตัวของเขาอย่างชัดเจน คือ แมทช์ที่ Manchester United บุกไปชนะ Juventus ถึงตูริน 3-2 ในศึกชิงเจ้ายุโรปรอบ 4 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Keane นำทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้ด้วยฟอร์มสุดยอด แม้จะถูก Juventus นำไปก่อนถึง 2-0 ตั้งแต่ต้นเกม ลูกโหม่งตีไข่แตกของ Keane ทำให้ผีแดงกลับสู่เกมได้ จนพลิกกลับมาชนะในบั้นปลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในแมทช์นั้น Keane ต้องรับใบเหลืองตั้งแต่ครึ่งแรก ซึ่งหมายความว่า เขาจะไม่ได้ลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศ เพราะสะสมใบเหลืองครบโควตา ทำให้ต้องถูกแบน แต่ Keane ไม่ได้ก้มหน้าผิดหวังรับชะตากรรมเศร้าสร้อย กลับเชิดหน้า ทุ่มเทเค้นฟอร์มสุดยอดนำลูกทีมเข้าสู่รอบชิงได้สำเร็จ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฤดูกาลต่อมา Keane ยังโชว์ฟอร์มอย่างโดดเด่น แต่โชคร้ายที่ผีแดงไม่สามารถเข้าชิงชนะเลิศ Uefa Champion League ได้อีก แต่เขาได้รับตำแหน่งนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งเกาะอังกฤษ ทั้งจากสมาคมนักบอลอาชีพ และนักข่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปีต่อมา เขาสร้างรอยด่างให้กับตัวเอง จากการถูกไล่ออกในการเสียบ Alfie Inge Haaland อย่างน่าเกลียด ซึ่งภายหลัง เขาเขียนไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติว่า เขา 'จงใจ' เสียบ Haaland เพื่อ 'ล้างแค้น' ที่เคยโดน Haaland เข้าเสียบจนเข่าพังมาก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในฐานะแฟนผีแดงทั้งตัวและหัวใจ ผมมีเสื้อทีมปีศาจแดงแทบทุกชุด แต่ตัวที่ประทับใจที่สุดคือ เสื้อสลักชื่อ Roy Keane และเบอร์ 16 ของเขาไว้ด้านหลัง ผมถือเสื้อ Keano เป็นเสื้อนำโชคส่วนตัวตอนไปเรียนที่บ้านนอก เสื้อสีแดงตัวนี้ เข้าห้องสอบกับผมทุกครั้ง ทั้งการสอบปลายภาค และสอบ Comprehensive Exams&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้กระทั่งตอนสอบดีเฟนข้อเสนอวิทยานิพนธ์ต่อหน้าคณะกรรมการทั้งสาม ผมก็สวมชุด Roy Keane เข้าไปสอบ !!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นับตั้งแต่เป็นแฟนปีศาจแดง Roy Keane เป็นตัวอย่างให้ผมหลายอย่าง โดยเฉพาะความเป็นมืออาชีพ ทุ่มเท จริงจัง ตรงไปตรงมา ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ อย่างงอมืองอเท้า ตั้งใจสู้เต็มที่ตราบเท่าที่เสียงนกหวีดยังไม่หมดเวลา ทำปัจจุบันขณะให้ดีที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Keane ตอบแทนให้กับสโมสรอย่างคุ้มค่าเหนื่อยทุกปอนด์ กระหายในความสำเร็จเสมอ ลงสนามอย่างเต็มที่ดีที่สุดทุกครั้ง เมื่อไหร่ที่เห็นอะไรที่ไม่เข้าท่า เช่น พฤติกรรมการเชียร์บอลของแฟนบอล การฝึกซ้อมไม่จริงจัง นักเตะมือไม่ถึง เล่นไม่ได้เรื่อง ฯลฯ เขาไม่เคยลังเลที่จะแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ไม่กลัวเปลืองตัวเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเป็น 'คนจริง' ของเขา ทำให้เขาต้องถูกตัดออกทีมไอร์แลนด์ในการสู้ศึกฟุตบอลโลก 2002 รวมถึงต้องอำลาทีมในครั้งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เบื้องหลังการยกเลิกสัญญาระหว่าง Roy Keane และสโมสร คงเป็น 'ผลพวง' จากการวิจารณ์ผลงานและตัวนักเตะรุ่นหนุ่มของสโมสรหลายคนผ่าน MU TV ในแมทช์อัปยศที่แพ้ Boro 4-1 เมื่อสองสัปดาห์ก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปฏิเสธไม่ได้ว่า เนื้อหาที่ Keane ให้สัมภาษณ์เป็นสิ่งที่อยู่ใน 'ใจ' ของแฟนผีแดงทั่วไป แต่ที่สโมสรแห่งนี้ ไม่มีใครใหญ่เกินกว่า Sir Alex Ferguson ผู้จัดการทีม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การสูญเสีย Roy Keane เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ แม้หลายคนจะบอกว่า Keane อยู่ในช่วงขาลงของชีวิตนักเตะก็ตาม แต่ถึงทุกวันนี้ เขายังคงเป็น 'หัวใจ' ของทีม และยังหาใครมาทดแทนไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวตนของ Keane คือตัวตนของ Manchester United ในสนามฟุตบอล เช่นเดียวกับที่ตัวตนของ Sir Alex Ferguson เป็นตัวตนของ Manchester United&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผมแล้ว ความเป็น Fergie + Keane + Cantona = ตัวตนของ Manchester United ในยุคพรีเมียร์ชิพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่นนี้ การสูญเสีย Roy Keane อาจเป็นการสูญเสีย 'ตัวตน' ที่สำคัญของทีมปีศาจแดงส่วนหนึ่งไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หาก Sir Alex Ferguson ต้องอำลา Manchester United ในอนาคตอันใกล้นี้ด้วยอีกคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Manchester United ที่เราเคยรู้จักคุ้นเคย อาจเหลือสถานะเป็นเพียง 'ตำนาน' ในอดีต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;'ตัวตน' ของ Manchester United จะเปลี่ยนไปอย่างไร เป็นเรื่องที่มิอาจคาดการณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มิพักต้องทำนายทายทักถึง ความสำเร็จของทีมในทศวรรษต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แฟนปีศาจแดงระดับรากหญ้าอย่างเราๆ ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องยอมรับในหลักอนิจจัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;......&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-113238045118545757?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113238045118545757'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113238045118545757'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/11/o-captain-my-captain.html' title='O Captain! My Captain!'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-113199274572579743</id><published>2005-11-15T01:17:00.000-05:00</published><updated>2005-11-14T13:31:52.040-05:00</updated><title type='text'>Meet the Bloggers ครั้งที่ 2</title><content type='html'>สิ้นปีนี้ เตรียมตัวเตรียมใจ ร่วมสังสรรค์ Meet the Bloggers ครั้งที่ 2&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราจะเฝ้ารอจนถึงวันที่ StrawHat, November Seabreeze, ยอดมนุษย์หญิง, อาทิตย์ และพี่บุญชิต กลับเมืองไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากที่ตอนนี้นายนิติรัฐ และน้องมิ้ม กลับมารอท่า เรียบร้อยแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พร้อมหน้าพร้อมตา ครบทีมเมื่อไหร่ เจอกันแน่นอน ที่เดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เชิญชวน 'ทุกท่าน' ที่เข้ามาเยี่ยมเยียนชุมชน bloggers ของพวกเรา ไว้ล่วงหน้าตั้งแต่เนิ่นๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายละเอียดจะแจ้งให้ทราบต่อไป ... ก่อนเปลี่ยนปีปฏิทิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โปรดอย่ารอคอย แต่จงติดตามด้วยความระทึกในดวงหทัยพลัน !&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-113199274572579743?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113199274572579743'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113199274572579743'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/11/meet-bloggers-2.html' title='Meet the Bloggers ครั้งที่ 2'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-113191149253687479</id><published>2005-11-14T02:10:00.000-05:00</published><updated>2005-11-13T14:54:32.570-05:00</updated><title type='text'>แบบทดสอบจริยธรรม</title><content type='html'>&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;กติกา&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แบบทดสอบนี้มีคำถามเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น แต่ถือว่าเป็นคำถามที่สำคัญยิ่ง หากคุณตอบคำถามนี้อย่างสัตย์ซื่อ คุณจะสามารถตรวจสอบจุดยืนทางจริยธรรมของตัวเองได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังสถานการณ์จำลอง เราจะถามคำถาม เพื่อทดสอบการตัดสินใจของคุณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จงจำขึ้นใจว่า คุณต้องตอบคำถามดังกล่าวอย่างสัตย์ซื่อ และตอบทันควันตามสัญชาตญาณส่วนลึกของคุณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โปรดอ่านสถานการณ์จำลองข้างล่างนี้อย่างช้าๆ โดยพิจารณาความอย่างละเอียดทุกตัวอักษร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;----------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;สถานการณ์จำลอง&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมมติว่า ขณะนี้คุณอยู่ที่เมืองไมอามี่ รัฐฟลอริดา รอบตัวคุณเต็มไปด้วยความพินาศย่อยยับจากพายุเฮอริเคนและน้ำท่วมใหญ่ ตัวคุณคือช่างภาพหนังสือพิมพ์ชื่อดัง ผู้โชคดีมีชีวิตรอดอยู่ท่ามกลางภัยพิบัติครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถานการณ์เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง มองไปที่ใดก็เห็นแต่ซากผู้คนและบ้านเรือนซึ่งถูกน้ำพัดพา ด้านตัวคุณ พยายามจะถ่ายภาพชิ้นเอกที่โดดเด่นที่สุดในชีวิตการทำงาน ... ภาพซึ่งสะท้อนความเกรี้ยวกราดของธรรมชาติ ... ภาพแห่งชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;----------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;แบบทดสอบ&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทันใดนั้น คุณมองเห็น ชายผู้รอดชีวิตอีกคนจมอยู่ในกระแสน้ำเชี่ยว เขากำลังต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตัวเองอย่างหนักหน่วง คุณพยายามเคลื่อนตัวไปใกล้ชายผู้นั้น หน้าตาของเขาแลดูคุ้นเคย ไม่ถึงวินาที คุณก็ตระหนักชัดในทันใดว่า เขาคือ จอร์จ บุช ผู้ลูกนั่นเอง !&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วินาทีเดียวกับที่คุณรู้ว่าเขาคือใคร สายน้ำอันเชี่ยวกรากก็กำลังจะพรากชีวิตของเขาให้จมดิ่งอยู่ใต้บาดาลตลอดกาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้ คุณมีทางเลือกสองทาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางหนึ่งคือยื่นมือเข้าช่วยชีวิตประธานาธิบดีบุช&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกทางหนึ่งคือ กดชัตเตอร์ถ่ายภาพระดับรางวัลพูลิตเซอร์ ภาพซึ่งบันทึกวาระสุดท้ายของนักการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกขณะนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;----------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;คำถาม&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้างล่างนี้คือคำถามเพียงหนึ่งเดียวของเรา โปรดตอบคำถามด้วยความสัตย์ซื่อ เพื่อค้นหาจุดยืนทางจริยธรรมของตัวคุณเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;&lt;strong&gt;คุณจะเลือกใช้ฟิล์มสีหรือฟิล์มขาวดำ ?&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-113191149253687479?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113191149253687479'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113191149253687479'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/11/blog-post_14.html' title='แบบทดสอบจริยธรรม'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-113173734042238561</id><published>2005-11-12T01:17:00.000-05:00</published><updated>2005-11-11T14:42:21.376-05:00</updated><title type='text'>บอกเล่าเก้าสิบ</title><content type='html'>เมื่อวาน ทีมงาน open online ประชุมกันที่บ้านสีฟ้า ประเด็นหลักว่าด้วยหน้าตาของ open online รวมถึงการปรับปรุงรูปร่างหน้าตาและเนื้อหาของเว็บไซต์ onopen.com ตามเสียงวิพากษ์วิจารณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ คงพอเห็นหน้าตาเว็บใหม่ พร้อมๆ กับ open online&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อ open online ถือกำเนิด เนื้อหาของ blog ผมก็อาจจะเปลี่ยนแนวไปบ้าง อาจเน้นไปทางเรื่องราวรอบตัวเป็นการเฉพาะ กำลังคิดอยู่ว่าจะเขียนแนวไหนหรือเขียนอะไรดี อยากหาแนวใหม่ๆ เขียน มีคำแนะนำก็บอกมาได้นะครับ ว่าอยากอ่านอะไรกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนเนื้อหาว่าด้วยเศรษฐกิจ การเมือง สังคม คงไปว่ากันใน open online และคอลัมน์ 'มองซ้ายมองขวา' ในประชาชาติธุรกิจ ที่จะกลับมาเริ่มเขียนอีกครั้งในปีหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงนี้และต่อจากนี้ เวลาที่ผมแบ่งให้กับการละเล่นใน cyberspace อาจจะหนักไปทาง open online มากกว่าที่ blog นี้ โดยเฉพาะในช่วง open online ตั้งไข่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากล่าช้ามาเนิ่นนาน พฤหัสที่ผ่านมาเป็นวันแรกที่ BLOG BLOG ของผม เข้าสู่ร้านหนังสือทั่วไปเสียที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครเคยหาซื้อไม่ได้ตามร้านหนังสือ ตอนนี้น่าจะหาได้แล้วนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นึกถึงตอนทำต้นฉบับ ร่างแรกนี่ปาเข้าไปร่วม 400 หน้า ต้องตัดแก้หลายครั้ง จนได้หนังสือ 320 หน้า ดังที่เห็น ประมาณว่าต้องตัดต้นฉบับหลายส่วนทิ้งทั้งน้ำตา ทีละชิ้นสองชิ้น กว่าจะลงตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนที่เสียดายที่สุดคือ คำนิยม ที่ให้เพื่อนๆ bloggers ละแวกนี้ ช่วยกันเขียนให้คนละนิดละหน่อย เพื่อรวบรวมเป็นที่ระลึกในฐานะเพื่อนร่วมชุมชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปรากฏว่า พอแต่ละท่านส่งมา เฉพาะส่วนคำนิยมทั้งหมดปาเข้าไป 27 หน้า อาจกลายเป็นหนังสือที่มีคำนิยมยาวที่สุดในโลกได้ไม่ยาก เมื่อพิจารณาความเหมาะสมลงตัวของหนังสือ และเพื่อไม่ให้ผู้อ่านรู้สึกเลี่ยนกับผู้เขียนจนเกินไป พี่โญกับผมเลยเห็นพ้องกันว่า คงไม่สามารถนำทั้งหมดลงพิมพ์ได้ ผมเลยให้พี่โญเลือกสรร สุดท้ายเลยลงพิมพ์ของ B.F.Pinkerton และ Etat de droit ส่วนของท่านที่เหลือนำไปโพสต์ให้ตามไปอ่านกันที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://pinporametbook.blogspot.com"&gt;http://pinporametbook.blogspot.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมก็ต้องขอโทษเพื่อนฝูงที่กรุณาเขียนคำนิยมให้อีกครั้งหนึ่ง ท่านทั้งหลายเหล่านี้ทุกคนมารับ BLOG BLOG ได้ฟรีที่ผมนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชื่อ BLOG BLOG นี่ ก็มาจากการตั้งของพี่โญ หลังจากได้ยินเสียงหมาเห่าในดึกคืนหนึ่ง ในช่วงที่กำลังคิดชื่อหนังสือให้ผมนี่แหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เล่มนี้เราก็คิดกันหนักว่าจะเน้น 'ขาย' อะไรดี สุดท้าย ก็คิดว่า ขายความเป็น BLOG แล้วกัน เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้เลยว่า BLOG คืออะไร ส่วนเนื้อหาที่เป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม พี่โญก็เสนอให้ผม เปลี่ยนมาใช้ชื่อจริงแทน คนอ่านจะได้พอรู้แนว โดยที่ไม่ต้องแนะนำมาก (จริงๆ เล่มนี้ ผมจะใช้ชื่อผู้เขียนว่า 'ปิ่น ปรเมศวร์' โดยไม่มีชื่อจริงประกบ เพิ่งตัดสินใจเปลี่ยนนาทีใกล้จะสุดท้าย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนั้น ชื่อ BLOG BLOG มันยังเป็นเสียงเห่า ของ 'หมาเฝ้าบ้าน' รูปแบบใหม่ ที่กำลังมีอิทธิพลมากขึ้นในวงการสื่อสารมวลชนทั่วโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;blog ทำให้สื่อสารมวลชนมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ทั้งมิติการเมืองและมิติเศรษฐกิจ เพราะคนเล็กคนน้อย ที่ไร้ทุนไร้อำนาจ สามารถเป็นเจ้าของสื่อได้เอง อย่างสะดวกง่ายดาย ต้นทุนต่ำ มีพื้นที่พูดคุยกับสังคมได้ โดยไม่มีใครเซ็นเซอร์และครอบงำ เพิ่มความหลากหลายทางความคิด เพิ่มทางเลือกในการเสพสื่อ และยังเปิดโอกาสให้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้อ่านและผู้เขียนอย่างทันใจ มีพลวัตสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หวังว่าพวกเราจะยังช่วย 'เห่า' กันต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ร้านเฮมล็อค ท่าพระอาทิตย์ มีฟรีคอนเสิร์ตดีๆ มานำเสนออีกแล้วครับท่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายนนี้ เวลา 13-14.00 น. พบกับคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิค โดยนักดนตรีจากมหาวิทยาลัยศิลปากร และวง B.S.O. นำทีมโดย อ.ทัศนา นาควัชระ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครว่าง ไม่ควรพลาด !!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;......&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-113173734042238561?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113173734042238561'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113173734042238561'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/11/blog-post_12.html' title='บอกเล่าเก้าสิบ'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-113155924819876150</id><published>2005-11-09T11:56:00.000-05:00</published><updated>2005-11-23T00:34:26.116-05:00</updated><title type='text'>รายงานความก้าวหน้า open online</title><content type='html'>&lt;div align="left"&gt;ช่วงนี้ขออนุญาตแปลง blog เป็นอุปกรณ์รายงานความคืบหน้าของ open online สักพักหนึ่งนะครับ เพราะเจ้าของ blog กำลังหมกมุ่นกับ open online อยู่ ต้องขออภัยผู้เยี่ยมชมที่ไม่ใช่แฟน OPEN มา ณ ที่นี้ด้วยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;open online ยังรักษาเสน่ห์ของนิตยสาร OPEN ได้อย่างไม่เสื่อมคลาย นั่นคือ ไม่มีใครรู้ว่าจะเสร็จวางแผงได้เมื่อไหร่ (ฮา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงตอนนี้ ผมเองก็ยังไม่รู้เลยว่า เราจะเข็น open online สู่ไซเบอร์สเปซได้เมื่อไหร่แน่ แต่เราก็กำลังพยายาม(ตามเรี่ยวแรง, ความรู้ความสามารถ และเวลาที่พึงมี) จัดการให้ทันช่วงสิ้นเดือนพฤศจิกายน ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่สามารถรับปากได้ครับ หรือถึงรับปาก ก็ยังเบี้ยวได้อยู่ดี (ฮา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความคืบหน้า ณ เวลานี้ก็คือ เราวางตัวคอลัมนิสต์ และคอลัมน์ต่างๆ ใน open online เรียบร้อยแล้ว เชิญคอลัมนิสต์ตามรายชื่อข้างล่างเรียบร้อยแล้ว ซึ่งแทบทุกคนจะกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันตั้งแต่ฉบับแรก มีบ้างที่สัญญาว่าจะตามมาภายหลังในมิช้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะนี้ทีมงานกำลังรอต้นฉบับจากนักเขียนที่รักของเราด้วยความตื่นเต้น และคิดถึงในตัวอักษรของท่านทั้งหลาย (ตอนนี้ยังไม่ถึงเส้นตายส่งต้นฉบับ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องต้นฉบับคงไม่มีปัญหา เพราะเราได้รับการสนับสนุนอย่างยอดเยี่ยมจากเหล่าคอลัมนิสต์ทุกท่าน แต่ที่ยังไม่เรียบร้อยลงตัวคือหน้าตาและระบบจัดการของเว็บมากกว่า ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะกินเวลาไปอีกขนาดไหน อาจจะต้องค่อยๆ ปรับปรุงกันไปตามกาลเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนฝูงที่ผ่านไปมาละแวกนี้, เป็นแฟน OPEN และมีความรู้ด้านการทำเว็บไซต์ หากอยากช่วยเหลือก็แสดงตัวออกมาได้นะครับ เผื่อผมจะได้ขอความรู้และความช่วยเหลือยามจำเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบใน blog ตอนต่อๆ ไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอทิ้งท้ายด้วยรายชื่อคอลัมน์ และคอลัมนิสต์ ของ open online ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในภายหลังตามหลักอนิจจัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;รายชื่อคอลัมน์ใน open online&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ส่วนกลาง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;open here &lt;/span&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;- &lt;/span&gt;ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา / ปกป้อง จันวิทย์&lt;br /&gt;2. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;open feature &lt;span style="color:#000000;"&gt;- กองบรรณาธิการ open &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;3. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;coffee with open&lt;/span&gt; - วรพจน์ พันธุ์พงศ์ / กองบรรณาธิการ open&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ส่วนที่ 1&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;จับกระแสข่าวร้อน&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;- ทีมข่าวอิสระ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;2. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;one ton&lt;/span&gt; - วันชัย ตัน&lt;br /&gt;3. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;head hitting&lt;/span&gt; - ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์&lt;br /&gt;4. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;เคียงข้างประชาชน&lt;/span&gt; - สุริยะใส กตะศิลา&lt;br /&gt;5. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;open out&lt;/span&gt; - วัฒนชัย วินิจจะกูล&lt;br /&gt;6. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;open EC &lt;/span&gt;- วิมุต วานิชเจริญธรรม&lt;br /&gt;7. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ความคิดเปิดผนึก&lt;/span&gt; - อภิชาต สถิตนิรามัย&lt;br /&gt;8. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;กลับหลังหัน&lt;/span&gt; - ปกป้อง จันวิทย์&lt;br /&gt;9. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;นิติรัฐ&lt;/span&gt; - ปิยบุตร แสงกนกกุล&lt;br /&gt;10. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ด้วยเหตุด้วยผล&lt;/span&gt; - อติรุจ ตันบุญเจริญ&lt;br /&gt;11. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;เนติบริกวน &lt;/span&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;- บุญ&lt;/span&gt;ชิต ฟักมี&lt;br /&gt;12. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;good sense&lt;/span&gt; - พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์&lt;br /&gt;13. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;Exit &lt;/span&gt;- ไชยันต์ ไชยพร&lt;br /&gt;14. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;open space&lt;/span&gt; - ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนที่ 2&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;mailbox&lt;/span&gt; - โตมร ศุขปรีชา&lt;br /&gt;2. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ennui &lt;/span&gt;- มุกหอม วงษ์เทศ&lt;br /&gt;3. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;open ground&lt;/span&gt; - วาด รวี&lt;br /&gt;4. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;คนชายขอบ&lt;/span&gt; - สฤณี อาชวานันทกุล&lt;br /&gt;5. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ระหว่างบรรทัด&lt;/span&gt; - ดวงฤทัย เอสะนาชาตัง&lt;br /&gt;6. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;อาร์ตไวรัส&lt;/span&gt; - สนธยา ทรัพย์เย็น&lt;br /&gt;7. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;open screen&lt;/span&gt; - พิมพกา โตวิระ&lt;br /&gt;8. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;the seed&lt;/span&gt; - นรเศรษฐ หมัดคง&lt;br /&gt;9. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;หูหาเรื่อง&lt;/span&gt; - เผ่าจ้าว กำลังใจดี&lt;br /&gt;10. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ทัศนา ทัศนะ&lt;/span&gt; - ทัศนา นาควัชระ&lt;br /&gt;11. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;คนค้นสัตว์&lt;/span&gt; - แทนไท ประเสริฐกุล&lt;br /&gt;12. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ทีเล่นทีจริง&lt;/span&gt; - สมิทธิ ธนานิธิโชติ&lt;br /&gt;13. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ถนนสายหนึ่ง&lt;/span&gt; - วรพจน์ พันธุ์พงศ์&lt;br /&gt;14. &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน&lt;/span&gt; - ปราบดา หยุ่น + วินทร์ เลียววาริณ&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-113155924819876150?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113155924819876150'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113155924819876150'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/11/open-online.html' title='รายงานความก้าวหน้า open online'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-113087260609643714</id><published>2005-11-01T12:05:00.000-05:00</published><updated>2005-11-03T05:00:47.466-05:00</updated><title type='text'>นับถอยหลัง</title><content type='html'>ศุกร์ที่ 7 ตุลาคม เวลาบ่าย ณ ห้องทำงานของผม ที่สำนักท่าพระจันทร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จำได้ว่า วันนั้นเป็นวันหลังจากพี่โญเพิ่งกลับจากญี่ปุ่น แล้วแวะมาเยือนธรรมศาสตร์ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อร่วมสังเกตการณ์รายการ สนธิพบประชาชน ที่หอประชุมเล็ก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนหน้าที่จะมุ่งสู่มหรสพการเมือง เพื่อฟังเสียงขับขานจากคาราวาน ต่อด้วยมนต์เพลงลุงธิ  เรา - อ.สุวินัย อ.อภิชาต พี่โญ และผม - นั่งสนทนาสารพัดเรื่องกันที่ห้องนี้เป็นเวลานานนับชั่วโมง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนหนึ่ง ผมกับพี่โญคุยกันถึงเรื่อง open online ว่าพร้อมลงมือหรือยัง?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พี่โญพยักหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมบอกต่อว่า มีอะไรให้ผมช่วยก็บอกได้นะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"งั้น มาช่วยเป็น web editor แล้วกันนะอาจารย์"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ต้องเสียเวลาคิด ผมพยักหน้าตอบตกลงโดยง่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่กี่วันต่อมา ณ บ้านสีฟ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมร่วมประชุมกับพี่โญ และกองบรรณาธิการ ถึงเนื้อหาและรูปแบบของ open online เรื่อยไปจนถึงรายชื่อคอลัมนิสต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บรรยากาศบ้านเมืองเวลานี้ ชวนให้หลายคนคันไม้คันมืออยากรวมหัวลุกขึ้นจับปากกาอีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่เอาทักษิณ สนธิก็ไม่เอา จะหันไปทางไหนดี ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกลียดการเมืองสามานย์ เบื่อสังคมไร้สติ จะหันไปทางไหนดี ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สื่อกระแสหลักโดนเซ็นเซอร์บ้าง เซ็นเซอร์ตัวเองบ้าง โดนเทคโอเวอร์บ้าง มาเล่นการเมืองสามานย์เสียเองบ้าง ขณะที่สื่อทางเลือกบนแผง ก็ปิดตัวเองกันหมด เหลืออยู่ทางเว็บไซต์ไม่กี่แห่ง แนวรบด้านโทรทัศน์ไม่ต้องพูดถึง คุยข่าวกันเข้าไป จะหันไปทางไหนดี ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสรีชน คนเล็กๆ ไร้อำนาจ ไร้ทุนรอน อย่างพวกเรา จะลงมือทำอะไรได้บ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำถามนี้ดังก้องในใจของเราหลายคนมานานเดือน นับปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเสียงปี่กลองดัง คงได้เวลารวมพลเพื่อร่วมสนุกทางปัญญากันอีกครั้งแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราหมายให้ open online เป็นสื่อเสรี เวทีความคิด อีกทางเลือกหนึ่ง ในบรรยากาศบ้านเมืองยามนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นประการหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกประการหนึ่ง เราคิดถึง 'ชุมชน' open อันแสนสนุกสนานและรื่นรมย์ หลังจากห่างหายแยกย้ายกันไปร่วมปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราหมายให้ open online เป็นหมู่บ้านขนาดเล็ก เรียบง่าย ที่ทีมงาน open, คอลัมนิสต์ และแฟนหนังสือ ได้มาพบปะสังสรรค์กันอย่างรื่นรมย์ รับรู้ความเคลื่อนไหวทางความคิดของเหล่าสมาชิกชุมชน open มากหน้าหลายตา หลากความคิด หลายวงการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยทุนอันจำกัด คอลัมนิสต์ออนไลน์ไม่มีค่าเรื่องให้ บรรณาธิการทำงานฟรี คนออกแบบเว็บก็อาสาสมัคร ผู้ออกแบบระบบจัดการเว็บก็ใจดีทำให้เปล่า  ร่วมกันลงแรงแบบไร้ผลตอบแทน เพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่างร่วมกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะไร้ค่าต้นฉบับ อีกทั้งเป็นรูปแบบสื่อออนไลน์  ทีมงานของเราเลยมากด้วยความเกรงใจ ยามเอ่ยปากชักชวนคอลัมนิสต์เก่าของ open ที่แต่ละคนล้วนมีภารกิจประจำที่หนักหนาสาหัสเอาเรื่องอยู่แล้ว รวมทั้ง คอลัมนิสต์หน้าใหม่ ที่ฝีมือเด็ดขาด จากหลายที่มา อีกจำนวนหนึ่ง ที่เราเชิญมาร่วมเพิ่มความคึกคัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้จะรู้ว่าเรื่องเงินทองไม่เคยเป็นประเด็นสลักสำคัญของทีมคอลัมนิสต์ open เลยก็ตาม แต่เพื่อความตรงไปตรงมาและความสบายใจ เราเลยบอกกล่าวให้ชัดเจนแต่แรกชวนว่า การกลับมารอบนี้ แม้ค่าต้นฉบับนิดๆหน่อยๆที่เคยได้ในเวอร์ชั่นกระดาษก็ไม่มีให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอลัมนิสต์ทุกคนที่เราเอ่ยปากชวน ไม่มีปัญหา และไม่สนใจเรื่องนี้แม้แต่น้อย กลับตอบตกลงร่วมสนุกในทันที (มีอยู่คนหนึ่งเราที่ต้องส่งอีเมลไปชวน เพราะท่านกลับเมืองหมีน้อยเสียแล้ว กระนั้น ท่านก็ยังอุตส่าห์ตอบรับกลับมาฉับพลันทันทีในชั่วเวลานกกระจอกไม่ทันกินน้ำ ด้วยประโยคขึ้นต้นว่า "แหม ป๋าขา กล้าชวนก็ต้องกล้าเขียนสิ")&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้เราจะเสนอคอลัมนิสต์แต่ละคนว่า หากภารกิจประจำหนักหนาสาหัสจนไม่มีเวลาเขียน ก็ของานที่ต้องเขียนลงที่อื่นอยู่ก่อนแล้ว มารวมไว้ใน open online ด้วยก็ยังดี  แฟน open เดิมเปิดเข้าเว็บจะได้รู้ว่า ตอนนี้เหล่าสมาชิกชุมชน open กำลังคิดเขียนอะไรกันอยู่ เรียกว่าให้เข้าเว็บเดียว สามารถติดตามความเคลื่อนไหวกันได้อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอลัมนิสต์หลายคนกลับปฏิเสธความหวังดีห่วงใยของเราโดยไม่ลังเล กลับประกาศว่าจะเขียนงานชิ้นใหม่ให้ open online โดยเฉพาะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อ 'คนไม่ใช่สัตว์เศรษฐกิจ' เช่นนี้แล้ว ผู้อ่านก็เตรียมตัวท่อง 'งานวัด' อันคึกคักได้ในเร็ววันนี้ เพราะขณะนี้ต้นฉบับเริ่มทยอยมานอนนิ่งใน Mail box ของผมบ้างแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครคิดถึงคอลัมนิสต์ชุดเก่าของ open อย่าง ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา, ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์, วันชัย ตัน, พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์, อภิชาต สถิตนิรามัย, มุกหอม วงษ์เทศ, วรพจน์ พันธุ์พงศ์, วาด รวี, ทัศนา นาควัชระ, เผ่าจ้าว กำลังใจดี, โตมร ศุขปรีชา, พิมพกา โตวิระ, ไชยันต์ ไชยพร, สุริยะใส ตกะศิลา ฯลฯ  อดใจรออีกไม่นาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งเมื่อผสมผสานเข้ากับคอลัมนิสต์ใหม่อย่าง ดวงฤทัย เอสะนาชาตัง, บุญชิต ฟักมี, ปิยบุตร แสงกนกกุล, แทนไท ประเสริฐกุล, อติรุจ ตันบุญเจริญ, สฤณี อาชวานันทกุล ฯลฯ  เข้าด้วยแล้ว ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาแอบนับถอยหลังกันช้าๆ เงียบๆ ดีกว่าครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;......&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-113087260609643714?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113087260609643714'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113087260609643714'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/11/blog-post.html' title='นับถอยหลัง'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-113026750781954391</id><published>2005-10-25T14:46:00.000-04:00</published><updated>2005-10-27T14:34:09.836-04:00</updated><title type='text'>พี่น้องครับ</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/1600/onopen_cover1.gif"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/320/onopen_cover1.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พี่น้องครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมขอบอกเล่าเก้าสิบ 2 เรื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. หลังจากนิตยสาร open ของ บก.ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ประกาศลาพักร้อนไปเมื่อเดือนมีนาคม 2548 ที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอแจ้งด้วยยินดีว่า อีกไม่ช้าไม่นานนิตยสาร open จะค่อยๆ กลับมาอย่างช้าๆ แม้จะยังไม่ใช่ภายใต้รูปแบบกระดาษดังเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เร็ววันนี้ เตรียมพบกับ &lt;span style="color:#3366ff;"&gt;open online&lt;/span&gt; พร้อมคอลัมนิสต์หน้าเก่า (ที่ท่านคิดถึง) และหน้าใหม่ (ก็คนแถวนี้แหละ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างนี้เที่ยวชม &lt;a href="http://www.onopen.com/"&gt;http://www.onopen.com/&lt;/a&gt; บางส่วนไปพลางก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความคืบหน้า จะแจ้งให้ทราบต่อไป ไม่ช้าเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โปรดอย่ารอคอย แต่จงติดตามด้วยความระทึกในดวงหทัยพลัน !&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ขอยืมมาใช้ ในฐานะ Friend of Matichon กับเขาเหมือนกัน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/1600/MONGNEW.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/320/MONGNEW.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. หลังจากคอลัมน์ &lt;a href="http://www.people.umass.edu/pokpongj/look-01.htm"&gt;"มองซ้ายมองขวา"&lt;/a&gt; ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ของ ปกป้อง จันวิทย์ และภาวิน ศิริประภานุกูล ประกาศอำลาผู้อ่านด้วย&lt;a href="http://www.people.umass.edu/pokpongj/look-27.htm"&gt;ตอนอวสาน&lt;/a&gt; เมื่อเดือนธันวาคม 2547&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอแจ้งด้วยยินดีอีกเช่นกันว่า "มองซ้ายมองขวา" จะกลับมาประจำประชาชาติธุรกิจอีกครั้ง ในเดือนมกราคม 2549&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มารอบนี้ ขอปรับคอลัมน์เป็นรายสัปดาห์ และนอกจากปกป้องกับภาวิน คนหน้าเดิม แล้ว ยังเสริมทีมให้ อภิชาต สถิตนิรามัย และนักเศรษฐศาสตร์ลึกลับมือดีอีกหนึ่งคน มาร่วม "มองซ้ายมองขวา" ให้คึกคักกันขึ้นอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โปรดอย่ารอคอย แต่จงติดตามด้วยความระทึกในดวงหทัยพลัน เหมียนเดิม !&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-113026750781954391?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113026750781954391'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113026750781954391'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/10/blog-post_25.html' title='พี่น้องครับ'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-113017563851381074</id><published>2005-10-24T13:01:00.000-04:00</published><updated>2005-10-24T13:56:57.443-04:00</updated><title type='text'>ผู้หวดม์ (เรื่องสั้นมาก รางวัลซีไล้)</title><content type='html'>ริมบันไดทางลง สถานีรถไฟฟ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้หมวด: ขอใบขับขี่หน่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนขับ: ทำไมละหมวด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้หมวด: จอดริมถนนได้ไง รอผู้โดยสารงี้ รถหลังติดหมด ผิดกฎหมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนขับ: อ้าว คันหน้าผมตั้ง 5-6 คัน ยังจอดได้ ผู้หมวดไม่เห็นจับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้หมวด: ไม่กี่คัน ไม่เป็นไร หลายคันเกิน มันน่าเกลียด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนขับ: มาเริ่มเอาคันผมเนี่ยนะหมวด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้หมวด: เออสิ ... ข้างหน้าครบหกคันแล้ว ว่ามา จะเอาไง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนขับ: ขอเหอะหมวด วันนี้เพิ่งวิ่ง ได้ไม่กี่ร้อยเอง ค่าน้ำมันยังไม่พอเลย ต่อไปผมไม่ทำแล้วครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้หมวด: งั้นไม่เป็นไร เดี๋ยวเขียนใบสั่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนขับ: โธ่ หมวด อย่าใจร้ายกันเลย เห็นใจเหอะ โอเค โอเค จ่ายก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(คนขับหยิบกระเป๋าสตางค์)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนขับ: ไม่มีแบงค์ย่อยเลยหมวด มีแต่ใบละร้อย นี่ยอมให้แล้วนะ แต่มันไม่มีใบย่อยจริงๆ ดูสิเนี่ย ปล่อยไปแล้วกันนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้หมวด: ปล่อยไม่ได้แล้ว เรียกแล้ว ปล่อยตอนนี้มันน่าเกลียด มันดูไม่ดี จับแล้วจับเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนขับ: น่า ... หมวด ... น่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ผู้หมวดหยิบกระเป๋าสตางค์)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้หมวด: มีทอนว่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนขับ: จนได้นะหมวด เอาเท่าไหร่ละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้หมวด: นิดหน่อยน่า เอ๊า เปิดประตูหน่อย บนถนนมันน่าเกลียด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ผู้หมวดขึ้นไปนั่งเบาะหน้าในรถ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนขับ: ห้าสิบแล้วกันนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้หมวด: ไม่มีแบงค์ห้าสิบว่ะ เหรียญสิบก็ไม่มี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนขับ: งั้นสี่สิบแล้วกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้หมวด: หกสิบเหอะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนขับ: ก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้หมวด: โอเค ทีหลังเห็นหกคันจอดเรียงแล้วก็อย่าจอดอีก หลายคันเกิน มันน่าเกลียด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ผู้หมวดลงจากรถแท็กซี่ คนขับสตาร์ทรถ เตรียมหักขวาออกถนน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนขับ: ขอบคุณหมวด ผมไปละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้หมวด: ไม่ต้องแล้ว ไม่ต้องไปไหนแล้ว รอคนอยู่นี่แหละ คันหน้าสุดมันออกพอดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้น รถแท็กซี่คันที่เจ็ด ก็เลื่อนไปเป็นคันที่หก อีกไม่กี่อึดใจ รถคันที่เจ็ดคันใหม่ก็เทียบท่าริมถนน หมายรอผู้โดยสาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่า ความเคลื่อนไหวทั้งหมดย่อมอยู่ในสายตาของผู้หมวดคนเก่ง ซึ่งรออยู่ในท่าเตรียมพร้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้หมวดคนเดิมสาวเท้ามุ่งหน้าหาแท็กซี่คันที่เจ็ดใหม่นั้น พลางโบกไม้โบกมือ ไม่ให้หนีไปไหน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วจุดเริ่มต้นของนิทานเรื่องนี้ก็เวียนวนมาอีกครั้ง ดำเนินเรื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างน้อยก็จนกว่าจะถึงวันเงินเดือนออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;----------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;คำถาม SMS ชิงรางวัล 1900-999-9999&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;หากท่านคิดว่า นิทานเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริง กด 1 หากคิดว่าเป็นเรื่องแต่ง กด 2&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากท่านคิดว่า ฉากหลังของนิทานเรื่องนี้คือเมืองไหแลนด์ กด 1 หากคิดว่าคือประเทศไทย กด 2&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-113017563851381074?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113017563851381074'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/113017563851381074'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/10/blog-post_24.html' title='ผู้หวดม์ (เรื่องสั้นมาก รางวัลซีไล้)'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-112878017125519649</id><published>2005-10-08T09:37:00.000-04:00</published><updated>2005-10-09T10:42:08.990-04:00</updated><title type='text'>link ลิงก์ ลิงค์</title><content type='html'>ดึกคืนหนึ่งเมื่อหลายอาทิตย์ก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมตรวจแก้ต้นฉบับ BLOG BLOG เวอร์ชั่นสุดท้าย พร้อมกับพิสูจน์อักษรไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจากเป็นหนังสือเกี่ยวกับ BLOG ศัพท์แสงคอมพิวเตอร์อย่างคำว่า link จึงปรากฏอยู่หลายแห่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเองก็ไม่มั่นใจว่า link ที่เป็นคำไทยมันสะกดอย่างไร ระหว่าง 'ลิงก์' หรือ 'ลิงค์'&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พจนานุกรมที่บ้านผมก็มีแต่ของราชบัณฑิตยสถาน ฉบับ พ.ศ.2525 ซึ่งแน่นอนว่า ไม่มีคำนี้บรรจุอยู่เป็นแน่ เพราะหากเป็นศัพท์ที่ใช้กันใน พ.ศ.2548 กว่าจะได้รับการบรรจุเข้าในพจนานุกรม คงต้องรอถึงปี 2580 (ปีที่ผมเกษียณ) โดยประมาณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมลองค้นคำใน google ผลก็คือมีผู้ใช้กันทั้ง 'ลิงก์' และ 'ลิงค์' ลองไปค้นในเว็บไซต์ของเนคเทคที่มีศัพท์บัญญัติของวงการคอมพิวเตอร์ก็ยังไม่ปรากฏ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยความเชื่อมั่นในความสามารถในการสืบค้นทางอินเทอร์เน็ตของตัว ผมไม่ละความพยายาม ตั้งหน้าตั้งตาหาหลักฐานยืนยัน กระทั่งเข็มนาฬิกาล่วงเลยถึงตีสาม ผมจึงยกธงขาวยอมแพ้ ได้แต่วงกลมคำว่า link ทุกแห่งในต้นฉบับไว้ แล้วปิดไฟนอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอน โดยมีคำว่า 'ลิงก์' และ 'ลิงค์' วิ่งวนไปมาในหัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บ่ายวันรุ่งขึ้น ผมเอาต้นฉบับไปส่งที่บ้านสีฟ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหยียบพ้นประตู ผมรีบตรงไปถามกิต กองบรรณาธิการฝีมือดีแห่ง OPEN ถึง link ที่หลอกหลอนผมตลอดคืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กิต ซึ่งกำลังนั่งทำต้นฉบับ OCTOBER เล่ม 5 อย่างขะมักเขม้น เอื้อมมือไปหยิบพจนานุกรมฉบับมติชนข้างกาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วยื่นให้ผมดู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;ลิงก์ &lt;/strong&gt;[ลิ้ง] ก. เชื่อมโยง. (อ. link).&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;ลิงค์ &lt;/strong&gt;น. เครื่องหมายเพศ; คำบอกเพศในไวยากรณ์ที่บอกให้รู้ว่าคำนั้นเป็นเพศอะไร เช่น ปุงลิงค์ คือ เพศชาย อิตถีลิงค์ คือ เพศหญิง, ลึงค์ ก็ว่า. (บ., ส.).&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบโดยทั่วกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายนิติรัฐจะได้เลิกชวนไปดูลิงค์ของเขาเสียที&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-112878017125519649?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112878017125519649'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112878017125519649'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/10/link.html' title='link ลิงก์ ลิงค์'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-112871008737311907</id><published>2005-10-07T13:24:00.000-04:00</published><updated>2005-10-07T14:37:58.866-04:00</updated><title type='text'>หมุดหมายชีวิต</title><content type='html'>วันนี้ก็ไม่ต่างออกไปจากวันนั้นหรือวันไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะผิดแผกไปบ้างก็เพียงเป็นวันที่ทำให้ผมอายุครบ 28 ปีเต็ม ซึ่งก็ไม่ได้มีความหมายสลักสำคัญอะไรต่อชีวิตเป็นพิเศษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่ใครต่อใครต้องเฝ้ารอเวลา ให้เข็มนาฬิกาชี้บอกวันเวลาที่ตัวลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรก เพื่อนั่งคิดพิศทวนชีวิตที่ผ่านมาในรอบปีหรือหลายปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สำหรับบางคน ชีวิตก็ต้องการหมุดหมายบางอย่าง เพื่อฉุดรั้งตัวเองให้หยุดพักจากความรีบเร่ง ความสับสน ความเคยชิน ความหลงใหล ความหมกมุ่น ความทนทุกข์ และอีกหลายความของชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;... หยุดพักจากการปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก เพื่อนั่งเงียบๆ พูดคุยกับโลกภายในของตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเองก็เป็นหนึ่งในคนจำพวกนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันเกิดแต่ละปีจึงเป็นหมุดหมาย สำหรับการทบทวนชีวิตในช่วงที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นเวลาแห่งการตรวจสอบอารมณ์ ความคิด และความรู้สึกของตัวเอง ต่อตัวเอง กระทั่งต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อมข้างกาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นเวลาแห่งการทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านเกิดเข้ามาในหลายช่วงของชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นเวลาแห่งการตั้งคำถามต่อตัวเอง และเทียบเคียงคำตอบ ณ เวลานี้ กับคำตอบ ณ เวลานั้น ว่าเราเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นเวลาแห่งการเยี่ยมเยียนความฝันที่เคยวาดไว้เมื่อกาลเก่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นเวลาแห่งการวิพากษ์ตัวเองอย่างตรงไปตรงมา เท่าที่คนมีอคติคนหนึ่งจะทำได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นเวลาที่จะวางแผนมองไปข้างหน้า พลางคิดในใจเงียบๆ ว่าปีหน้าเราอยากทำอะไร และทำไม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปีนี้ไม่เหมือนช่วงหลายปีก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมรู้สึกว่า ภารกิจประจำปีข้างต้นยากเย็นแสนเข็ญกว่าที่แล้วมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะก้าวสำคัญต่อไปในชีวิตกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่นาน? เพราะโลกภายนอกมันโหดร้ายขึ้นตามกาล กระทั่งกระทำชำเราโลกภายในของผมหนักหน่วงตามไปด้วย? เพราะตัวผมเองเริ่มเปลี่ยนแปลงหันเหจากทางสายหลักดั้งเดิมที่ใช้เดินมายาวนาน? หรือเพราะอื่นใดก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โจทย์อาจยาก การตอบคำถามยิ่งไม่ง่าย กระทั่งคำตอบอาจผันเปลี่ยนไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อย่างน้อยผมก็ยังดีใจ ที่ผ่านไปอีกปี ตัวเองยังคงตั้งคำถาม และพยายามหาคำตอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือนเช่นวันนี้ในทุกปีก่อน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-112871008737311907?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112871008737311907'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112871008737311907'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/10/blog-post_07.html' title='หมุดหมายชีวิต'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-112862236961589984</id><published>2005-10-06T12:49:00.000-04:00</published><updated>2005-10-06T14:33:20.136-04:00</updated><title type='text'>ท่องไปในโลกหนังสือ</title><content type='html'>แม้เมื่อวานต้องลากสังขารพาตัวเองไปหาหมอเพราะพิษไข้และภูมิแพ้กำเริบ แต่พอรุ่งเช้า อาการป่วยเริ่มทุเลา ผมก็ทนความเย้ายวนจากงานหนังสือวันแรกไม่ได้ ตัดสินใจขึ้นรถใต้ดินไปศูนย์สิริกิตติ์ฯ แทนที่จะนอนหลับพักผ่อนอยู่กับบ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไปถึงประมาณบ่ายโมงครึ่ง เดินดูหนังสือและเยี่ยมเยียนทักทายเพื่อนพ้องน้องพี่ จนถึงสองทุ่มครึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่คือรายชื่อหนังสือที่วันนี้ไปสอยมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. เงาจันทร์ในอัญประกาศ - มุกหอม วงษ์เทศ - มติชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักเขียนคนโปรดในเวลานี้ของผม คุณมุกหอมเขียนหนังสือด้วยมุมมองเฉียบคม ลึกซึ้ง วิพากษ์สังคมในระดับถึงแก่น ถ่ายทอดด้วยลีลาการเขียนหลากหลาย เต็มไปด้วยอารมณ์ขันแบบต้องขบ และอารมณ์ประชดเสียดสีเหน็บแหนมที่เหลือร้าย  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เงาจันทร์ฯ เล่มนี้เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นของเธอ ที่ตามติดต่อจาก พรมแดนทดลอง ที่พิมพ์โดย openbooks ทางสำนักพิมพ์มติชนยืนยันว่า เร็วๆ นี้ เราจะได้อ่านหนังสือรวมบทความจากคอลัมน์ คุยความคิด ในมติชนรายวันฉบับวันอาทิตย์แน่นอน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ลื่นไม่เท่า ไล่ไม่ทันทักษิณ - นงนุช สิงหเดชะ - มติชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานเขียนที่รวบรวมจากคอลัมน์ในมติชนรายวันและมติชนสุดสัปดาห์ของบรรณาธิการข่าวหน้าหนึ่งของมติชนรายวัน นักข่าวอาชีพผู้สืบสานความเป็นมติชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้เล่มนี้ผมเขียน&lt;a href="http://www.people.umass.edu/pokpongj/preface03.htm"&gt;คำนิยม&lt;/a&gt;ให้คุณนงนุช (โดยที่ไม่เคยรู้จักกันเลย) แต่ก็ต้องควักกระเป๋าซื้อมาอ่านเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. การเมืองสองฝั่งโขง - ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์ - ศิลปวัฒนธรรม/มติชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดัดแปลงจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของผู้เขียน ว่าด้วยการรวมกลุ่มทางการเมืองของ ส.ส.อีสาน ในช่วงหลังปฏิวัติ 2475 (2476-2494) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงหลังการปฏิวัติ 2475 ส.ส.อีสานเต็มไปด้วย ส.ส.คุณภาพ และมีบทบาทสำคัญ อย่างเตียง ศิริขันธ์, ทองอินทร์ ภูริพัฒน์, เลียง ไชยกาล ฯลฯ ต่างจาก ส.ส.อีสานในยุคหลังราวฟ้ากับเหว  คำถามที่ผมสนใจมานานคือ ปัจจัยทางสถาบันอะไรที่ทำให้ ส.ส.อุดมการณ์ล้มหายตายจากจากภาคอีสาน แม้ยังไม่ได้อ่านงานชิ้นนี้ ผมก็หวังว่าจะช่วยให้ภาพของสภาพและบริบททางการเมืองในท้องถิ่นอีสานในยุคก่อน 2500 ได้ระดับหนึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. ความยุ่งของการอยู่ - นิธิ เอียวศรีวงศ์ - ศิลปวัฒนธรรม/มติชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือรวมบทความเล่มใหม่ของอาจารย์นิธิ เล่มนี้มีธีมว่าด้วยครอบครัวและชุมชน  ธเนศ วงศ์ยานนาวา คำนำเสนอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. วู้...ผมอยู่นี่! - ดำรงค์ อารีกุล - มติชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเป็นแฟนหมง หงจินเป่า ของคุณดำรงค์มาตั้งแต่เรียนปริญญาตรี เล่มนี้เป็นวีรกรรมล่าสุด (น่าจะเล่ม 9)ของหมง และเพื่อนพ้องชมรมกอดลมไว้อย่าให้หงอย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. กระบือบาล - ดำรงค์ อารีกุล - มติชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บอกแล้วว่าผมเป็นแฟนงานเขียนคุณดำรงค์ เห็นหนังสือแกออกใหม่ไม่ได้ เป็นต้องซื้อ  นี่เป็นผลงานเล่มใหม่ล่าสุดของเขา นิยายเรื่องยาวเรื่องนี้โปรยปกหน้าว่า "บางระจันยุคใหม่ที่ไม่มีวันตีแตก พวกเขาไม่ได้เอาควายไปรบ ... แต่รบเพื่อควาย"  เมื่อรถไถเข้ายึดครองพื้นที่ทำนาในเขตอีสานใต้ คนรักควายอย่างใจเด็ด ผู้มีวลีประจำใจว่า "อย่าปล่อยให้เพื่อนควายตกงาน" เลยจำต้องสู้...เพื่อควาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. คณะราษฎรฉลองรัฐธรรมนูญ: ประวัติศาสตร์การเมืองหลัง 2475 ผ่านสถาปัตยกรรม "อำนาจ" - ชาตรี ประกิตนนทการ - ศิลปวัฒนธรรม/มติชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือเล็กๆ เล่มนี้มีสามส่วนหลักคือ ส่วนแรก วิเคราะห์ความหมายทางการเมืองและภาพสะท้อนเชิงอำนาจของคณะราษฎรผ่านงานสถาปัตยกรรมคณะราษฎร  ส่วนที่สอง บทวิเคราะห์ว่าด้วยลพบุรี เมืองทหารทันสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม และส่วนที่สาม ความหมาย สัญลักษณ์ และมรดกตกทอดของงานฉลองรัฐธรรมนูญ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8. Underground Buleteen วารสารหนังสือใต้ดิน เล่ม 3-4 / สำนักพิมพ์ Shine&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วารสารวรรณกรรมรายไตรมาส ที่กุมบังเหียนโดย วาด รวี อดีตเจ้าของร้านหนังสือใต้ดิน ชั้นสองโรงหนังสยาม ที่ปิดตัวไปเมื่อต้นปี  คำโปรยปกบอกว่าเป็นหนังสือวรรณกรรมและสังคมสำหรับคนคอแข็ง เนื้อหาเข้มข้นและหนักแน่น เล่มสามมีธีมหลักว่าด้วยชะตากรรมของนิตยสารทางเลือก โดยใช้นิตยสาร OPEN เป็นกรณีศึกษา ส่วนเล่มสี่ว่าด้วยกวี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9. บริการรับนวดหน้า - ชาติ กอบจิตติ - สำนักพิมพ์หอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลงานเรื่องสั้นชุดที่ 3 ของชาติ หลังจากชุดที่ 2 ออกสู่บรรณพิภพเมื่อปี 2532 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10. นักเดินทางสู่ห้องเก็บของใต้บันได - จักรพันธุ์ กังวาฬ - สำนักพิมพ์หัวหอม(สารคดีหนุนหลัง) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1 ใน 8 รวมเรื่องสั้นเข้ารอบสุดท้ายซีไรท์ปีนี้  ได้ยินมาหนาหูว่าผลงานของนักเขียนประจำกองบรรณาธิการสารคดีเล่มนี้เต็มไปด้วยความสดใหม่ ท้าทายให้ต้องลิ้มลองด้วยตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;11. ฝนตกตลอดเวลา - ปราบดา หยุ่น - สำนักหนังสือไต้ฝุ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นวนิยายใหม่ล่าสุดของพี่คุ่น แฟนหนังสืออย่างผมไม่ซื้อได้ไง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;12. ที่อยู่ของหัวใจ - วรพจน์ พันธุ์พงศ์ - สำนักหนังสือไต้ฝุ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รวมความเรียงจากคอลัมน์เต้นรอบกองไฟของผู้เขียนใน GM แฟนเศษทรายในกระเป๋า พลาดไม่ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;13. ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล - วินทร์ เลียววาริณ - สำนักพิมพ์ 113&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นมานานในมติชนสุดสัปดาห์ แต่ยังไม่อ่าน เพราะจะรออ่านรวดเดียวจากการรวมเล่ม  ผู้เขียนบอกว่า นี่เป็นเล่มขยายของ "สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน" หนังสือแนวที่หลอมรวมอภิปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์ ท้าทายให้อ่านอยู่เสมอ ยิ่งผู้เขียนคือวินทร์ด้วยแล้ว ไม่อ่านเห็นจะไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;14. ผ่านพบไม่ผูกผัน - เสกสรรค์ ประเสริฐกุล - สำนักพิมพ์สามัญชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานเขียนเล่มล่าสุดของอาจารย์เสก บทบันทึกห้วงคำนึงจากการเดินทางเล่มนี้รวบรวมจากคอลัมน์ใน Travel Guide &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ BLOG BLOG ของผมนั้น ยังอยู่ในโรงพิมพ์อยู่เลยครับ เสร็จไม่ทันเปิดงาน ตอนแรกได้รับแจ้งว่าจะแล้วเสร็จต้นสัปดาห์หน้า แต่วันนี้มีข่าวบอกว่า อาจจะได้เห็นวันเสาร์หรืออาทิตย์นี้ก็เป็นได้ ผมเองก็ไม่รู้แน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แฟน openbooks บูธหมายเลข W5 นะครับ อยู่บริเวณเวทีเอเทรียมเดิม (ตรงที่เมื่อก่อนมีเวทีให้นักเขียนขึ้นพูด) หนังสือใหม่ๆ ของ openbooks ส่วนใหญ่ยังไม่เสร็จ คาดว่าต้องรออีก 2-3 วัน แต่วันนี้เมื่อตอนเย็น OCTOBER เล่ม 5 ว่าด้วยพระราชอำนาจ-ไฟใต้ มาถึงแล้ว ที่จะทยอยตามมาคือ ภูมิปัญญามูซาชิ ของ อาจารย์สุวินัย, Niche ของ อาจารย์วรากรณ์, open dragon เล่มสาม เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แฟนคุณ Grappa ไปเยี่ยมเจ้าตัวได้ที่บูธ Blue Scale (K14) ในแพลนนารีฮอล เจ้าตัวบอกว่าจะไปขายหนังสือทุกวัน ปีนี้สำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัดของคุณ Grappa ออกหนังสือใหม่ 2 เล่มคือ หนังสือเล่มใหม่ของคำ ผกา (ฮิมิโกะ ณ โตเกียว) และโลกนี้มันช่างยีสต์ ของแทนไท ประเสริฐกุล ที่บูธยังมีโปสการ์ดสวยๆ ผลงานการถ่ายภาพของสมิทธิ ธนานิธิโชติ อดีตช่างภาพ OPEN ขายด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนแฟนสำนักหนังสือไต้ฝุ่นของคุณปราบดา แม้ไม่มีบูธของตัวเอง แต่หาหนังสือไต้ฝุ่นได้ที่บูธ openbooks, Blue Scale, นายอินทร์ และ Underground ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคงไปที่งานหนังสืออีกที เมื่อ BLOG BLOG พิมพ์เสร็จ ส่วนตอนนี้ขอตัวไปเล็มหนังสือก่อนนะครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-112862236961589984?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112862236961589984'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112862236961589984'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/10/blog-post_06.html' title='ท่องไปในโลกหนังสือ'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-112853206215419400</id><published>2005-10-05T12:52:00.000-04:00</published><updated>2005-10-09T10:46:58.700-04:00</updated><title type='text'>พระราชอำนาจ</title><content type='html'>เชิญอ่าน (จริงๆ ควรบอกว่า "ต้องอ่าน")&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. &lt;a href="http://etatdedroit.blogspot.com/2005/10/blog-post_05.html"&gt;พระราชอำนาจกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข &lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย Etat de droit&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้หลายครั้ง แต่ไม่ได้ลงมือเสียที ด้วยสาเหตุที่ผมยังรักอนาคตตนเอง ดังที่เราทราบกันดีว่าภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแบบ “ไทยๆ” เช่นนี้ การแสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าวเป็นไปอย่างยากลำบากเพียงใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทว่าการแสดงความเห็นในเรื่องพระราชอำนาจตามสื่อต่างๆเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งไปกว่านั้นความเห็นดูจะเทไปในทิศทางเดียวกันหมด เข้าใจว่ามีอีกหลายคนที่อยากแสดงความเห็นไปในทางตรงกันข้าม แต่คงไม่กล้าหรือมีอุปสรรคอยู่บ้าง ก็ในเมื่ออีกฝ่ายนั้นหาเกราะกำบังชั้นดีในนามของคำว่า “จงรักภักดี” เสียแล้ว หากเราเห็นค้านเข้า จะมิเป็น “ผู้ไม่จงรักภักดี” หรือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประวัติศาสตร์สอนเราเสมอว่า ใครที่โดนข้อหา “ไม่จงรักภักดี” แล้ว จะโดนโทษทัณฑ์หนักหนาสาหัสเพียงใด แม้โทษทัณฑ์นั้นจะไม่ได้เป็นโทษทัณฑ์ทางกฎหมาย หากเป็นเพียงโทษทัณฑ์ทางพฤตินัย แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีอานุภาพร้ายแรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อผมคิดใคร่ครวญแล้ว ในฐานะคนสอนหนังสือ หากเราไม่แสดงความคิดเห็นบ้างก็ดูจะละเลยหน้าที่ไปอยู่ จึงตัดสินใจลงมือเขียน และโปรดเชื่อผมเถอะว่า จากการที่ผมมีโอกาสสนทนารอแยลลิสม์หลายคน ความเห็นของเขาเหล่านั้นก็เป็นไปในทำนองเดียวกับผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เบื้องต้น ผมขอทำความเข้าใจใน ๒ ข้อ&lt;br /&gt;ข้อแรก ผมพูดถึงระบอบไม่ใช่ตัวบุคคล ขอให้ท่านสร้างจินตภาพว่าเมืองไทยปกครองในระบอบนี้โดยอย่าพึ่งดูว่าใครเป็นกษัตริย์ ใครเป็นนายกฯ&lt;br /&gt;ข้อที่สอง ผมแสดงความเห็นโดยบริสุทธิ์ใจ ไม่มีเจตนาจะลบหลู่ดูหมิ่นผู้ใดหรือสถาบันใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;..........&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-๑-&lt;br /&gt;ประมุขของรัฐ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในแต่ละรัฐมีประมุขของรัฐแตกต่างกันไป รัฐที่ประกาศตนเป็นสาธารณรัฐ ย่อมหมายความว่า ประมุขของรัฐเป็นสามัญชนคนธรรมดา ตำแหน่งประมุขของรัฐไม่มีการสืบทอดทางสายเลือด โดยมากมักเรียกกันว่าประธานาธิบดี รัฐที่ปกครองในระบบรัฐสภา ประธานาธิบดีที่เป็นประมุขของรัฐ (Head of State) ย่อมไม่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารประเทศอย่างแท้จริง หากเป็นนายกรัฐมนตรีที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร (Head of gouvernment) เช่น สิงคโปร์ เยอรมัน อิตาลี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่รัฐที่ปกครองในระบบประธานาธิบดี ตัวประธานาธิบดีย่อมเป็นทั้งประมุขของรัฐ (Head of State) และหัวหน้าฝ่ายบริหาร (Head of gouvernment) กล่าวคือ ประธานาธิบดีมีอำนาจบริหารอย่างแท้จริง เช่น สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ นอกจากนี้ยังมีลูกครึ่งที่ใช้ระบบกึ่งรัฐสภากึ่งประธานาธิบดีที่มีประธานาธิบดีและมีนายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ (Head of State) นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร (Head of gouvernment) แต่ประธานาธิบดีมีอำนาจบริหารจริงๆร่วมไปกับนายกรัฐมนตรีด้วย เช่น ฝรั่งเศส โปรตุเกส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในส่วนของรัฐที่เป็นราชอาณาจักร หมายความว่า ประมุขของรัฐเป็นเชื้อพระวงศ์ การสืบทอดตำแหน่งเป็นไปทางสายเลือด แน่นอนว่าประเทศที่มีกษัตริย์เป็นประมุขย่อมไม่มีทางปกครองในระบบประธานาธิบดีได้ เพราะตำแหน่งประมุขของรัฐสงวนไว้ให้กับพระมหากษัตริย์แล้ว พระมหากษัตริย์ไม่มีอำนาจในการออกกฎหมาย การบริหาร การตัดสินคดีด้วยพระองค์เอง หากกระทำไปโดยความแนะนำขององค์กรอื่น ได้แก่ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กล่าวสำหรับไทยเรานั้น เป็นราชอาณาจักร มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ปกครองในระบบรัฐสภา หรือที่เรียกกันว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือระบอบที่พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Monarchie constitutionnel) ซึ่งตรงกันข้ามกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Monarchie absolue)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-๒-&lt;br /&gt;พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขทรงมีพระราชอำนาจในสองลักษณะ ได้แก่ พระราชอำนาจโดยแท้ของพระองค์เอง และพระราชอำนาจที่ต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระราชอำนาจโดยแท้ ก็เช่น การแต่งตั้งองคมนตรี การแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเทียรบาล การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งพระราชอำนาจในส่วนนี้จะปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ หมวด ๒ ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ในส่วนของพระราชอำนาจที่ต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ก็เช่น การลงพระปรมาภิไธยในร่างพระราชบัญญัติต่างๆ (มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ) การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี (มีประธานรัฐสภาเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ) การแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญต่างๆ (ประธานวุฒิสภาเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจเท่าที่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญเท่านั้น หากแต่ทรงมีพระราชอำนาจบางอย่างบางประการตามธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญคืออะไร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญหรือที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “Constitutional conventions” ในภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า “Coutume constituitonnel” คือ กฎเกณฑ์ที่กำหนดประพฤติกรรมทางรัฐธรรมนูญซึ่งผูกพันบุคคลหรือองค์กรทั้งหลายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบรัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกนัยหนึ่ง บุคคลหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญยอมปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ใดกฎเกณฑ์หนึ่งซึ่งไม่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญ แต่เป็นธรรมเนียมที่ประพฤติปฏิบัติกันมาจนเป็นที่ยอมรับว่าต้องปฏิบัติตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับพระราชอำนาจ มีอะไรบ้าง?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วอลเตอร์ แบร์ซอต (ที่คอลัมนิสต์คนหนึ่งของสื่อที่ออกมาบอกว่าข้าจงรักภักดีอย่างหาใครมาเสมอเหมือนเป็นไม่มีมักยกขึ้นอ้างบ่อยครั้ง) กล่าวไว้ในตำราของเขาว่าพระมหากษัตริย์มีสิทธิในการให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี มีสิทธิในการให้การสนับสนุน และสิทธิในการว่ากล่าวตักเตือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความข้อนี้เราพบเห็นว่าปรากฏอยู่จริงในธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญไทย แม้รัฐธรรมนูญไทยจะไม่ได้กำหนดไว้แต่เป็นที่ยอมรับกันว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีสิทธิดังกล่าว จะเห็นได้จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้สิทธิทั้งสามประการนี้อย่างสม่ำเสมอ เช่น การยุติความขัดแย้งทางการเมืองในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พระบรมราโชวาทเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนพระบรมราโชวาท ๔ ธันวาคมของทุกปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันซึ่งมีระยะเวลายาวนาน เราพบว่าเกิดพระราชอำนาจที่ไม่ปรากฏในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หากเป็นพระราชอำนาจตามธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญ เช่น การยับยั้งร่างกฎหมายของพระมหากษัตริย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทบัญญัติในมาตรา ๙๔ ของรัฐธรรมนูญกำหนดว่า กรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยในร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา รัฐสภาจะต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นใหม่ ถ้ารัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสาม ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอีกครั้ง หากพระมหากษัตริย์ยังมิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยอีกและพระราชทานคืนมาภายในสามสิบวัน ให้นายกรัฐมนตรีนำพระราชบัญญัติหรือพระราชบัญญัติประกอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญของไทยแล้ว ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบในร่างกฎหมายใด หรือไม่พระราชทานร่างกฎหมายใดคืนมาภายใน ๙๐ วัน รัฐสภาจะไม่นำร่างกฎหมายนั้นกลับมาพิจารณาเพื่อยืนยันใหม่ แต่กลับให้ร่างกฎหมายนั้นตกไปทั้งๆที่รัฐธรรมนูญมาตรา ๙๔ อนุญาตให้รัฐสภามีอำนาจยืนยันร่างกฎหมายกลับไปใหม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรณีการยับยั้งร่างกฎหมายของพระมหากษัตริย์ของไทยดังที่กล่าวมาข้างต้นแตกต่างจากของอังกฤษ กล่าวคือ ตามธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญอังกฤษ พระมหากษัตริย์จะไม่ใช้พระราชอำนาจในการไม่เห็นชอบร่างกฎหมายหรือการถวายคืนร่างกฎหมายกลับมาให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาใหม่ ปกติแล้วพระมหากษัตริย์จะทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างกฎหมายเสมอ หากจะทรงใช้พระราชอำนาจยับยั้งร่างกฎหมายก็ต้องมาจากคำแนะนำของคณะรัฐมนตรีเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พึงสังเกตไว้ด้วยว่าพระราชอำนาจในธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญของพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ขึ้นกับพระบารมีของแต่ละพระองค์ เช่น สมัยรัชกาลที่ ๗ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่นาน จะเห็นได้ว่าพระราชอำนาจในธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญแทบจะไม่มีเอาเสียเลย ขณะที่สมัยรัชกาลปัจจุบัน พระองค์ทรงมีพระราชอำนาจตามธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญมากขึ้นในหลายกรณี ทั้งนี้เนื่องจาก ระยะเวลาการครองราชย์ที่ยาวนานของพระองค์ประกอบกับพระจริยวัตรที่งดงามของพระองค์เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม แม้เราจะยอมรับว่าพระราชอำนาจในธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญนั้นมีจริงในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่พระราชอำนาจเช่นว่าก็ไม่อาจหลุดจากกรอบของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-๓-&lt;br /&gt;The King can do no wrong ทำไมถึง no wrong&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เราพูดๆกันว่า “The King can do no wrong” นั้น หมายความว่า The King ไม่ทำอะไรเลย The King จึง no wrong หากลงมาทำก็ต้องมีความผิดตามมา ใครที่เคยสงสัยว่าระบอบนี้ไม่มีความเสมอภาค เพราะ The King ทำอะไรก็ไม่มีทางผิดนั้นแสดงว่าเขาไม่เข้าใจระบอบดีพอ ที่บอกกันว่ากษัตริย์ไม่ต้องรับผิดใดๆเลยนั้น เพราะกษัตริย์ไม่ได้ทำอะไรเองจึงไม่ต้องรับผิด หากเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการต่างหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องไม่ลืมว่า “อำนาจ” ย่อมเคียงคู่กับ “ความรับผิดชอบ” แล้วเราอยากให้ในหลวงมี “ความรับผิดชอบ” ในทางการเมืองให้แปดเปื้อนพระยุคลบาทอย่างนั้นหรือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หยุด แสงอุทัย ปรมาจารย์ทางกฎหมายรัฐธรรมนูญบอกว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ผู้ใดจะล่วงละเมิดพระมหากษัตริย์ไม่ได้ พระมหากษัตริย์จะไม่มีทางกระทำผิด แต่เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการที่เป็นผู้ถวายคำแนะนำนั้นเข้ามารับผิดแทน ความข้อนี้ย่อมหมายความว่าพระมหากษัตริย์ไม่ได้กระทำการใดๆด้วยพระองค์เอง แต่ทำตามคำแนะนำขององค์กรต่างๆ ดังที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญมาตรา ๓ ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำกล่าวอ้างของนักการเมืองผู้กลายมาเป็นนักเขียน “เบสต์ เซลเลอร์” ที่ว่า พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจโดยแท้ในการแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่ง จึงนับเป็นความเห็นที่ไร้เดียงสาที่สุดเท่าที่ผมเคยพบเห็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเรายืนยันให้เป็นไปตามที่นักการเมืองผู้กลายมาเป็นนักเขียน “เบสต์ เซลเลอร์” และเจ้าของสื่อคนหนึ่งที่อ้างตนเป็นผู้จงรักภักดีกล่าวไว้ ต่อไปการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงหรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงคงไม่ต้องวิ่งฝ่ายการเมืองแต่วิ่งฝ่ายอื่นแทนกระมัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วขอบเขตความรับผิดชอบของฝ่ายการเมืองจะอยู่ที่ใด ในเมื่อฝ่ายการเมืองมีฐานที่มาจากประชาชน รับผิดชอบต่อประชาชน ทำผิดด่าได้ ขับไล่ได้ ไม่เลือกกลับเข้ามาใหม่ได้ แต่กลับตัดตอนลดทอนอำนาจเขาลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย้ำอีกครั้งว่า “อำนาจ” กับ “ความรับผิดชอบ” เป็นของคู่กัน ไม่มีผู้ใดที่มีอำนาจโดยปราศจากการรับผิดชอบ และไม่มีผู้ใดอีกเช่นกันที่มีแต่ความรับผิดชอบโดยปราศจากอำนาจหน้าที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-๔-&lt;br /&gt;ความปิดท้าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปรากฏการณ์ที่คนแห่แหนไปฟังอภิปรายเรื่อง “พระราชอำนาจ” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างท่วมท้นมิใช่เรื่องใหม่หรือเรื่องที่เกินคาดคิด เอาเข้าจริงมันสะท้อนถึงวัฒนธรรมที่ฝังอยู่ในตัวคนไทยมานานแสนนาน วัฒนธรรมที่ยอมสยบต่อ “อำนาจ” ใดอำนาจหนึ่ง วัฒนธรรมที่อยากสู้รบปรบมือกับ “อำนาจ” หนึ่งแต่ไม่มีปัญญา ก็ต้องวิ่งหาอีก “อำนาจ” หนึ่งเพื่อเป็นเกราะกำบัง วัฒนธรรมประเภทถูกรังแกมาจึงวิ่งหา “พี่ใหญ่” วัฒนธรรมไพร่ทาสที่เกลียดนายเก่าวิ่งหานายใหม่แต่อย่างไรก็ยังคงต้องเป็นทาสอยู่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อย่างน้อยผมก็เห็นสัญญาณที่ดีในกรณีที่ พล.อ. สุรยุทธ จุลานนท์ และคุณสุเมธ ตันติเวชกุล ไม่เข้าร่วมอภิปรายเรื่อง “พระราชอำนาจ” ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรรมศาสตร์ เพราะเกรงว่าไม่เหมาะสมที่เข้ามาเกี่ยวพันกับประเด็นการเมือง แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ว่าเจ้าของสื่อและนักเขียน “เบสต์ เซลเลอร์” จะได้รับการโปรดปรานเท่าไรนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ผมมองว่าเป็นการประลองกันในเชิงอำนาจ ลองของกันว่าใครเจ๋งกว่าใคร เรียกได้ว่าทดสอบบารมีกับประชาชนเสียหน่อย อย่างที่เรารับรู้กันดีว่าบางครั้งเสือสองตัวก็ไม่อาจอยู่ถ้ำเดียวกันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พึงระวังว่า เมื่อช้างชนช้าง หญ้าแพรกอย่างเราๆก็แหลกราญ แน่นอนที่สุด ต้องมีคนที่ประสบเคราะห์กรรมจากการ “ชน” กัน เช่นกัน ต้องมีคนอีกกลุ่มที่เป็น “ตาอยู่” แปลงกายเป็นฮีโร่อยู่ร่ำไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่น่ากังวล คือ ต่อไปจะเกิดสงครามการแย่งชิง “ความจงรักภักดี” ฝ่ายหนึ่งก็ว่าตนจงรักภักดี ไอ้นั่นต่างหากที่ไม่จงรักภักดี ในขณะที่อีกฝ่ายก็ว่าตนจงรักภักดีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เอ็งนั่นแหละที่แอบอ้าง ซึ่งเริ่มเห็นลางๆแล้วจากเหตุการณ์ “แย่งกันเอาเหาไปใส่กบาลฝ่ายตรงข้าม” ด้วยการปิดรายการทีวีของเจ้าของสื่อ ตามมาด้วยฟ้องร้องกันไปมาระหว่างนายกฯกับเจ้าของสื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่นนี้แล้ว การต่อสู้ทางการเมืองย่อมไม่ตั้งอยู่ที่ “เหตุผล” หากโอนย้ายไปตั้งอยู่ที่ “กำลัง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“กำลัง” ที่มีอาวุธเป็น “ความจงรักภักดี”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กล่าวสำหรับข้อโจมตีที่มีต่อทักษิณ ตัวผมเองปกติก็ไม่พิสมัยระบอบทักษิณเท่าไรนัก แต่งานนี้พูดได้เลยว่าผมสงสารทักษิณอย่างจับใจที่โดนศัตรูเล่นสกปรกแบบนี้ จะเล่นงานทักษิณ เกลียดขี้หน้ารัฐบาล (แม้บางคนจะเคยหลงรักมาก่อน เข้าทำนองเคยรักมาก ตอนนี้เลยเกลียดมาก) ก็ควรเล่นกันในกรอบ ทักษิณบริหารไม่ดีอย่างไร โกงอย่างไร ก็แจกแจงมาอย่าเอาเบื้องสูงมาแอบอ้างเพื่อยัดเยียดข้อหา “ไม่จงรักภักดี” ให้กับทักษิณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประวัติศาสตร์สอนให้เราเห็นแล้วว่าปรีดีเคยถูกกำจัดออกไปจากสารบบการเมืองไทยด้วยวิธีการสกปรก (แม้ผมจะไม่เคยคิดว่าทักษิณเทียบเท่าปรีดีเลยก็ตาม) สื่อบางค่ายทำตัวไม่ต่างกับสมัยก่อนที่มีการจ้างคนไปตะโกนในโรงหนังว่า “ปรีดีฆ่าในหลวง” ไม่น่าเชื่อว่าสื่อค่ายนั้นเป็นสื่อที่ไฮเทคที่สุดในประเทศไทยแต่กลับใช้วิธีโบราณๆเช่นนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองคิดกันดู ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแบบ “ไทยๆ” อย่างที่เป็นอยู่ คิดหรือครับว่าทักษิณจะโง่ถึงขนาดที่จะ “ไม่จงรักภักดี”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจงรักภักดีน่าจะหมายถึงการปกป้องไม่ให้การเมืองเข้าไปข้องแวะองค์พระมหากษัตริย์มากกว่าที่จะแอบอ้างเบื้องสูงเพื่อนำมาใช้เป็น “อาวุธ” ทิ่มแทงศัตรูของตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กล่าวให้ถึงที่สุด สถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขจะเข้มแข็ง มีเสถียรภาพ และได้การยอมรับนับถือจากประชาชน ก็ต่อเมื่อสถาบันกษัตริย์แสดงบทบาททางการเมืองได้อย่างสมเหตุสมผล ถูกที่ถูกเวลา การเชิญสถาบันกษัตริย์เข้ามามีบทบาททางการเมืองจึงควรใช้เมื่อยามจำเป็นจริงๆเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมีข้อสงสัยให้เก็บไปคิดกันเล่นๆ&lt;br /&gt;๑. ถ้านักการเมืองผู้กลายมาเป็นนักเขียน “เบสต์ เซลเลอร์” ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่ น่าคิดว่าเขาจะออกมาเขียนหนังสือและอภิปรายต่อสาธารณะอย่างที่เขาทำอยู่หรือไม่&lt;br /&gt;๒. ถ้าพระมหากษัตริย์มีอำนาจที่จะไม่ลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งใครไปดำรงตำแหน่งจริง ต่อไปถ้าไม่ลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งนายกฯ แต่งตั้งรมต. แต่งตั้งข้าราชการระดับสูงได้ ถามว่าเราจะเอาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแบบนี้หรือ ถามว่าเราจะเรียกระบอบนี้ว่าประชาธิปไตยได้เต็มปากเต็มคำหรือ ถามว่าเราจะมีการเลือกตั้งไปทำไม ถามว่าเราจะยอมรับอีกล่ะหรือว่า “The King can do no wrong”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่ให้คุณค่าต่อการกระทำของนักการเมืองผู้กลายมาเป็นนักเขียน “เบสต์ เซลเลอร์” (หนังสือเล่มนั้นก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า “การตัดแปะ” งานเก่าๆของรอแยลลิสม์หลายๆคน เพียงแต่ว่าบังเอิญออกมาได้จังหวะเท่านั้น ลองจินตนาการว่าถ้าหนังสือเล่มนั้นออกมาตอนต้นปี ๒๕๔๔ จะแป้กมั้ย) และสื่อฉบับนั้นเท่าไรนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ที่ผมให้ความสำคัญคือ ท่าทีของพสกนิกรชาวไทยทุกคนที่ควรเข้าใจให้ชัดว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขต้องเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องไม่ลืมคำกล่าวของลอร์ด แอ็คตันที่ว่า “อำนาจทำให้คนเสื่อม อำนาจเด็ดขาดยิ่งทำให้คนเสื่อมอย่างเด็ดขาด” ย่อมใช้ได้กับทุกคน ทุกชนชั้น ไม่จำเพาะเจาะจงกับนายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. &lt;a href="http://greenmercy.blogspot.com/2005/10/blog-post_05.html"&gt;รากเหง้าไทยในวิวาทะพระราชอำนาจ&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย Greenmercy&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. &lt;a href="http://ratioscripta.blogspot.com/2005/10/blog-post_09.html"&gt;พระราชอำนาจของกษัตริย์ไทยในกฎหมายตราสามดวง&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย Ratio scripta&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-112853206215419400?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112853206215419400'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112853206215419400'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/10/blog-post_05.html' title='พระราชอำนาจ'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-112844896476556498</id><published>2005-10-04T13:48:00.000-04:00</published><updated>2005-10-04T14:06:38.426-04:00</updated><title type='text'>Pekkle's blog</title><content type='html'>เท่าที่ทราบ เพื่อนฝูงละแวกนี้หลายคนชอบถ่ายรูป ไม่ว่า Kickoman, Saruj และพี่บุญชิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมถ่ายรูปไม่เป็น แต่มีเพื่อนเก่าแก่สมัยนุ่งขาสั้นคนหนึ่งชอบถ่ายรูปเป็นชีวิตจิตใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เอามาเล่าสู่กันฟัง เพราะไม่กี่วันมานี้ เขาเพิ่งเปิด blog ครับ ... เป็น blog ว่าด้วยเรื่องราวการถ่ายรูป อุปกรณ์ถ่ายรูป และการเดินทางท่องเที่ยว(เพื่อถ่ายรูป)ของเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เยี่ยมชมทักทายกันได้ที่ &lt;a href="http://www.krisada.net/pekkle/"&gt;Pekkle's blog&lt;/a&gt; นะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนรูปถ่ายสวยๆ ของเจ้าตัวทั่วอเมริกา มีให้ชมที่ &lt;a href="http://www.pbase.com/krisada"&gt;Galleries&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากใครแวะเวียนไปงานหนังสือ ซื้อ BLOG BLOG มาอ่านเล่น แล้วชอบภาพประกอบในหนังสือ ก็ขอให้ทราบว่า ภาพถ่ายเหล่านั้นเป็นฝีมือของเพื่อนผมคนนี้ จะได้ชื่นชมกันถูกตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งามงดขนาดไหน พิสูจน์ได้ที่ร้านหนังสือใกล้บ้านท่านโดยพลัน (ฮา)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-112844896476556498?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112844896476556498'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112844896476556498'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/10/pekkles-blog.html' title='Pekkle&apos;s blog'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-112836130427196717</id><published>2005-10-03T12:42:00.000-04:00</published><updated>2005-10-03T13:57:19.360-04:00</updated><title type='text'>เบญจภาคีปัญญาชนสาธารณะโลก</title><content type='html'>ตอนนี้ &lt;a href="http://www.foreignpolicy.com/index.php"&gt;Foreign Policy&lt;/a&gt; และ &lt;a href="http://www.prospect-magazine.co.uk/"&gt;Prospect &lt;/a&gt;กำลังร่วมกันสำรวจว่าใครคือปัญญาชนสาธารณะคนสำคัญของโลกในปัจจุบัน?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นิตยสารทั้งสองได้เลือกปัญญาชนสาธารณะคนสำคัญของโลกที่ยังมีชีวิตอยู่ และยังมีเรี่ยวแรงเคลื่อนไหวทางสติปัญญา จำนวน 100 คน และให้ผู้อ่านทั่วโลกลงคะแนนเลือก 5 คน จากบัญชีรายชื่อ 100 คนนั้น (หรือใครที่คิดอยากจะเลือกปัญญาชนสาธารณะที่ไม่อยู่ในบัญชีก็เขียนเลือกได้ 1 คน) บุคคลเหล่านี้เป็นนักคิดที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลทางความคิดในประเทศต่างๆ ทั่วโลก หรืออย่างน้อยก็ในภูมิภาค มิได้เด่นดังเพียงเฉพาะภายในประเทศของตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้จัดนิยาม 'ปัญญาชนสาธารณะ' ว่า คือผู้ที่มีความโดดเด่นในสาขาวิชาของตน มีความสามารถในการสื่อสารความคิดของตนกับสังคม และมีความคิดที่ส่งผลในการผลิตวิวาทะ ซึ่งไม่จำกัดอยู่เฉพาะภายในวงวิชาการสาขาตนเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากสนใจดูรายชื่อปัญญาชนสาธารณะทั้ง 100 คน และร่วมลงคะแนนเสียง ก็เข้าไปได้ที่ &lt;a href="http://www.foreignpolicy.com/story/cms.php?story_id=3249"&gt;The Prospect/FP Top 100 Public Intellectuals&lt;/a&gt; ลงคะแนนได้ถึงวันที่ 10 ตุลาคมนี้ครับ (วันเดียวกับวันประกาศผลรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ที่ติดอยู่ใน Party List กับเขาด้วย ได้แก่ Gary Becker, Jagdish Bhagwati, Hernando de Soto, Kemal Dervis, Fan Gang, Paul Krugman, Jeffrey Sachs, Amartya Sen และ Lawrence Summers รวมถึง นักจิตวิทยาที่เคยได้รับรางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์อย่าง Daniel Kahneman&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมลงคะแนนเรียบร้อยแล้ว เลือกนักเศรษฐศาสตร์ไป 1 คน อีกคนไม่รู้ว่าจะนิยามว่าเป็นนักอะไรดี ส่วนที่เหลือเป็นนักปรัชญาและนักประวัติศาสตร์ครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-112836130427196717?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112836130427196717'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112836130427196717'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/10/blog-post.html' title='เบญจภาคีปัญญาชนสาธารณะโลก'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-112750319681881888</id><published>2005-09-23T14:13:00.000-04:00</published><updated>2005-09-27T03:56:10.800-04:00</updated><title type='text'>back to BLOG (BLOG)</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/1600/blog-cover%20-%20FOR%20WEB_edit.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/320/blog-cover%20-%20FOR%20WEB_edit.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้เห็น&lt;a href="http://etatdedroit.blogspot.com"&gt;นายนิติรัฐ&lt;/a&gt;หวนคืนสู่ยุทธจักรในฐานะ blogger บ้าพลังอีกครั้ง เลยนึกคันไม้คันมือ ขอออกจากถ้ำ แว่บมาบอกเล่าเก้าสิบทักทายเพื่อนฝูงกับเขาบ้าง หลังจากหายหน้าหายตาไปนานแสนนาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆ แล้วที่แทบไม่ได้อัพ blog เลย ไม่ใช่เพราะมีงานเยอะหนักหนาเหมือนอย่างนายนิติรัฐเขาหรอก แต่มันเบื่อๆ เซ็งๆ งงๆ กับชีวิตและความคิดหลายเรื่อง ทั้งเรื่องใกล้ตัว และเรื่องไกลตัว ผมกำลังครุ่นคิดทบทวนอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างในหัว เลยไม่ค่อยมีอารมณ์อยากจะเขียนอะไรเท่าไหร่ ว่าไปชีวิตและความคิดของผมค่อนข้างนิ่งและอยู่ตัวมานาน ไม่ได้ออกแรงในหัวอย่างนี้หลายปีแล้ว คงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะเข้าสู่ดุลยภาพอีกครั้ง (ว่าแต่มันมีจริงหรือ ไอ้ดุลยภาพเนี่ย ?)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คิดไปคิดมา อาจจะได้เกิดใหม่อย่างผู้คนใน bloggang กับเขาบ้าง ฮิฮิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นก็เหตุผลหนึ่ง อีกเหตุผลหนึ่งคือ อยู่เมืองไทยแล้วกิจกรรมมันเยอะ พบเจอคนโน้นคนนี้ไม่ได้ขาด มีภารกิจจุกจิกให้ทำตลอด เวลาในการอ่านและเขียนก็ลดลง เมื่อเทียบกับอยู่บ้านนอก เมื่ออ่านน้อย คิดน้อย มีเวลาว่างน้อย ก็เขียนได้น้อยลง เป็นเรื่องปกติธรรมดา นึกแล้วก็ทึ่งคุณ &lt;a href="http://www.fringer.org/"&gt;Fringer&lt;/a&gt; ที่ช่างอ่าน ช่างเขียน แรงดีไม่มีตก ทั้งที่ภารกิจการงานก็(เดาว่าคง)หนักหนาสาหัส ใครยังไม่เคยลองอ่านความคิดของคุณ Fringer แวะไปเยี่ยมชมได้เลยครับ รับประกันว่าได้หอบอาหารสมองกลับบ้านแบบไม่ผิดหวัง เข้มข้นจริงๆ ผมทึ่งมากนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงสมาชิก bloggers กลับบ้านเรา ชุมชนแถวนี้ก็เงียบเหงาไปถนัดใจ ยังดีที่มี blogger จอมขยัน นอกจากคุณ Fringer แล้ว ก็มี &lt;a href="http://kickoman.blogspot.com/"&gt;Kickoman&lt;/a&gt; ซึ่งตอนนี้มีแฟนประจำเต็มไปหมด และผมยังไปเจอ blog ที่น่าสนใจในโลกไซเบอร์สเปซ ซึ่งผมก็ไม่ได้รู้จักเจ้าของ blog เหล่านั้นเป็นการส่วนตัว แต่อ่านแล้วชอบ เลยแอบมาทำลิงก์ไว้ ทั้ง &lt;a href="http://www.biolawcom.de/"&gt;BioLawCom&lt;/a&gt;, &lt;a href="http://post-metropolis.blogspot.com/"&gt;Nattawut&lt;/a&gt; และ &lt;a href="http://vok89.blogspot.com/"&gt;Saranont&lt;/a&gt; เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆ ช่วงสองเดือนที่ผ่านมา มี blog ใหม่ๆ ที่น่าสนใจเกิดขึ้นอีกหลายอัน เป็นเพื่อนผมบ้าง เป็นเพื่อนของเพื่อนผมบ้าง ก็ลองเข้าไปเยี่ยมลิงก์ใหม่ๆ ดูนะครับ หลากหลายน่าสนใจทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;blogger ขี้เกียจอย่างผม เลยแปลงร่างมาเป็นนักอ่าน blog เสียเป็นส่วนใหญ่ แค่อ่านก็เวลาหมดแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆ ผมคันไม้คันมืออยากกลับมาเขียนนานแล้ว ติดอยู่ที่มีภารกิจต้องทำหนังสือสองเล่มให้เรียบร้อยก่อนงานมหกรรมหนังสือฯ ใช้เวลาพอสมควรทีเดียวกับหนังสือสองเล่มนี้ เพิ่งเสร็จเรียบร้อยส่งเข้าโรงพิมพ์ไปวันนี้เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เล่มแรกเป็นงานเขียนของ อ.วรากรณ์ สามโกเศศ เล่ม 4 ในชุด Edutainment Essays เล่มนี้ผมเป็นบรรณาธิการ ใครเคยอ่านคงจำปกสีสันแสบตาของสามเล่มแรกได้บาดใจ สามเล่มแรกชื่อ First, Best และ Different เล่มล่าสุดที่กำลังจะออกชื่อ Niche&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เล่มที่สองเป็นงานเขียนเล่มใหม่ของผมเอง เป็นข้อเขียนที่รวบรวมจาก blog pin poramet นี่แหล่ะ ตั้งแต่เดือนมีนาคม - มิถุนายน 2548 ชื่อ BLOG BLOG ผมโพสต์หน้าปกให้ดูกัน แต่ของจริงสีสดกว่านี้นะครับ แปลงไฟลปกแล้วสีมันเพี้ยนพอสมควร ผมพยายามเก็บบรรยากาศถกเถียงกันใน blog ให้อยู่ในรูปหนังสือ ทำได้หรือไม่ ดีแค่ไหน ก็ลองพิสูจน์กันเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งสองเล่มน่าจะวางขายทันในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ 6-16 ตุลาคม 2548 ที่ศูนย์สิริกิติ์ ปีนี้บูธ openbooks อยู่บริเวณเวทีเอเทรี่ยมนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากหนังสือสองเล่มที่ผมมีส่วนร่วมแล้ว ปีนี้ openbooks ยังมีหนังสือใหม่ๆ ที่น่าสนใจอีกหลายเล่ม ตั้งแต่ รวมบทสัมภาษณ์ 20 ปี สารคดี ชุดที่ 2 ของคุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ซึ่งมีด้วยกันสามเล่ม ชื่อ H I P (Healthy, Independent, Persons), open dragon (Journal ว่าด้วยเอเชียตะวันออก) เล่มสาม, October เล่ม 5 (ฉบับพระราชอำนาจ-ไฟใต้), "ภูมิปัญญามูซาชิ" ของ อ.สุวินัย ภรณวลัย (ในวาระครบรอบ 10 ปี มูซาชิฉบับท่าพระจันทร์), "Thaksinomics ภายใต้ทักษิณาธิปไตย" ของ อ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนสำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัดของพี่แป๊ด เพื่อนร่วมชุมชนของเรา ภูมิใจเสนอ "โลกนี้มันช่างยีสต์" ผลงานเขียนเล่มแรกของ แทนไท ประเสริฐกุล เป็นงานเขียนยีสต์ๆ ยวนๆ ที่รวบรวมจาก &lt;a href="http://storythai.com/user/yeebud/"&gt;Yeebud Diary&lt;/a&gt; ไดอารี่ออนไลน์สุดโปรดของใครหลายคนแถวนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เล่มนี้ห้ามพลาดเชียวนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/1600/untitled.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/320/untitled.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอทิ้งท้ายด้วยคำนิยมที่ผมเขียนให้แทนไทแล้วกัน ชวนเชื่อกันเห็นๆ ก่อนจาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;"... ไม่ง่ายที่ใครคนหนึ่งจะสร้าง ‘ทาง’ แปลกใหม่เฉพาะตัวได้ ขณะที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้เงาร่มไม้ใหญ่ยักษ์ถึงสองต้น และต้องแบกรับความคาดหวังอีกเป็นพะเรอเกวียน แต่แทนไททำได้อย่างหมดจดงดงาม ทั้ง ‘ทาง’ ชีวิต และ ‘ทาง’ วรรณกรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;... ไม่ง่ายที่ใครคนหนึ่งจะสร้าง ‘ทาง’ วรรณกรรม ที่มีทั้งความยีสต์ ความยวน และลีลาโฉบเฉี่ยวเปี่ยมเสน่ห์ แต่ไม่พร่องความช่างคิด คำถามเฉียบคม ปรัชญา และอุดมการณ์ แต่แทนไทก็ทำได้ ได้ทำแล้ว และ(หวังว่า)จะทำต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เชิญทุกท่านหัวเราะไปพลาง ครุ่นคิดไปพลาง กับ ‘โลกนี้มันช่างยีสต์&lt;/em&gt;’&lt;em&gt; ของเขาเถิด แล้วจะบังเกิดความเข้าใจว่า ประสบการณ์แปลกใหม่ที่หาไม่ได้จากหนังสือเล่มใดในโลกเป็นอย่างไร ..."&lt;/em&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-112750319681881888?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112750319681881888'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112750319681881888'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/09/back-to-blog-blog.html' title='back to BLOG (BLOG)'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-112637744784629938</id><published>2005-09-10T14:31:00.000-04:00</published><updated>2005-09-10T14:40:47.136-04:00</updated><title type='text'>บทความโดยธงชัย วินิจจะกูล</title><content type='html'>Same Old Royalism Hatches Again&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Thongchai Winichakul&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Madison, Wisconsin.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;_______________________________&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ :&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทความชิ้นนี้เขียนให้แก่ น.ส.พ. The Nation แต่ไม่ได้รับการตีพิมพ์ด้วยเหตุผลว่า แรงเกินไป (too strong) โดยอธิบายว่า หนังสือพิมพ์มีข้อจำกัดมากมายรวมทั้งจากกฎหมายหมิ่นฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มแรกนั้น ผู้เขียนเขียนจดหมายวิพากษ์วิจารณ์ข้อเขียนใน The Nation ฉบับวันที่ 5 September 2005เกี่ยวกับหนังสือ พระราชอำนาจ ของประมวล รุจนเสรี แต่จดหมายดังกล่าวไม่ได้รับการตีพิมพ์ ผู้เขียนเข้าใจ (ผิด)ว่า The Nation ไม่อยากตีพิมพ์ข้อเขียนซึ่งผู้เขียนเองนำไปเผยแพร่สู่สาธารณะในที่อื่นแล้ว (หมายถึง webboard ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน # 07472)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น เมื่อได้รับคำแนะนำว่า น่าจะเขียนเป็นบทความเต็มฉบับแสดงความเห็นให้กระจ่างขึ้นให้แก่ The Nation บทความชิ้นนี้จึงเกิดขึ้น แต่ปรากฏว่า ไม่ได้รับการตีพิมพ์อยู่ดีด้วยเหตุผลข้างต้น ผู้เขียนจึงขออนุญาตมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเผยแพร่บทความชิ้นนี้ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเห็นว่าเป็นการแสดงความเห็นอย่างสุจริตใจ มีเหตุผลข้อมูลน่าสนใจ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน โดยมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับความเห็นใดๆในบทความ จึงยินดีเผยแพร่บทความภาษาอังกฤษ ณ ที่นี้เป็นแห่งแรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้เขียนกำลังตรวจแก้และปรับปรุงเพิ่มเติมฉบับภาษาไทยเพื่อเผยแพร่ต่อไป(บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา)บทความฟรี มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 664เผยแพร่บนเว็ปไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๔๘ (บทความทั้งหมดยาวประมาณ 2.5 หน้ากระดาษ A4)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;------------------------------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Same Old Royalism Hatches Again&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;The fad about Pramuan Rujanaseri's book, The Royal Power, baffles me. It is an overly rhetorical book that happens to come out at the right timing, namely when the public get fed up with the Prime Minister's enormous power and his arrogance.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Among the haphazard thinking and poor argumentation, perhaps one example is enough. "The fact is that His Majesty will endorse every constitution before it can be implemented. His power apparently overwhelms what's stated in the charters." This is a quoted from the article in The Nation, Sept 5, but Pramuan himself is apparently very proud of this argument too.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;This is pervert logic. Is a US president above the law since he signs it into law? Does having the authority to veto a law mean he is above the law? NO and NO. How many orders and regulations Pramuan himself signed at the Ministry of Interior? Was he above those regulations? (Perhaps he was.)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;It is irresponsible to mislead the public by logical tricks, especially as those tricks lead to the suggestion that the king is above the constitution.&lt;br /&gt;Pramuan's book is nothing but a popularization of the ideas held among the royalists after 1932 who had tried several times to revive the power of the monarch. The fierce struggle over this issue led to the Boworadet Rebellion in 1933 - a civil war of sort that cost dozens of lives, and the abdication of King Prachadhipok (Rama VII) in 1935 after he lost the political fight to have more power under the constitution.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;The royalists were subdued during the first Phibun regime (1938-44). After WWII, it was Pridi Phanomyong who allowed the royals to participate in politics (except the immediate family members of the monarch) and returned all the titles and privileges to the royals, including the chief of them, Prince Rangsit or Kromkhun Chainat Narendhorn, who was the last surviving son of King Chulalongkorn and who had been a leader of the royalists.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Pridi's compromise was the result of domestic politics during WWII when many royalists were among the backbone of the Free Thai movement against Phibun. What Pridi didn't anticipate was that the royalists began to plot revenge against him almost immediately, and to revive the king's power - not to the pre-1932 absolute monarchism but along the line that King Rama VII (ditto: the royalists) wanted. The wrongful accusation that Pridi had something to do with the assassination of King Ananda in June 1946 was the dirty work of these people. Pridi suffered tremendously from 1946 to the end of his life at the hand of these royalists in cooperation with the army.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;The 1947 coup finished Pridi, even though he tried to come back a few years later. It ended the People's Party's era. Historians usually pay attention to the role of the new generation of the army leaders, such as Phin Choonhavan and Phao Sriyanond. The fact is that the hand prints of the royalists were everywhere in this coup and a few years after, belonging to people from the high princes to the energetic Pridi hunters like the Pramoj brothers, and more.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;In March 1946, Prince Dhaninivat (Kromamun Phitthayalap Phrutthayakorn) delivered a historic presentation to the special audience that included the young King Anand, his mother and his brother (the present king). Prince Dhani played an important role in the Privy Council during Rama VII that blocked the king's efforts to "reform" Thai politics. He was a brilliant scholar who after the royalist set back during the first Phibun, spent time on scholarly works. He was among the kings' teachers who quietly groomed the young monarchs from the late 1940s to the 1950s, and also became the President of the Privy Council after Prince Rangsit died in 1951.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Prince Dhani's presentation, "The Old Siamese Conception of the Monarchy", was a short but truly original work of scholarship. It laid the intellectual foundation for the royalist discourse to enhance the royal power in the post-1932 era, and the discourse originated by this article is the framework for the development of the monarchical institution in the past 60 years. (Historians who only see the rise of the monarchy from Sarit's era will find both Sarit's ideology and the king's activities the offshoots of the discourse begun by Prince Dhani. So was Kukrit Pramoj's idea on the monarchy)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ALL the major points in Pramuan's book are merely derivatives of this Dhani's work (via the exegesis by Thongthong Jantharangsu's thesis in 1986). Pramuan only adds his own non-sense argumentation in the up-to-date rhetoric and in timely politics. Nothing more, really.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Pramuan's contribution to this royalist theory of the royal power is to popularize it for consumption by anybody who lacks historical perspective, have short memory, or who want to appear more royalist than the royals themselves. Those people, including famous journalists, are doing a great service to the royalist efforts in trying to make the de facto royal power into de jure.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;If concerned citizens of the present generation, like those at the Manager or at this newspaper, are fascinated and convinced by Pramuan's ideas, it reflects how superficial and uncritical they are and how poor their historical knowledge is. For the royalists, their responses to Pramuan's book are predictable. What else we expect them to say, except not saying at all.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Before going crazy with Pramuan's book, we should study how horribly Pridi Phanomyong had suffered at the hands of the royalists especially during 1946-49. The great irony is that some of the advocates for enhancing the royal power tell the story of Pridi working hand in hand with the royals for the enhanced royal power. "Ridiculous" would be my softest comment on these royalist pretenders.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Sorry, I am not Thaksin's supporter. I have written and talked in many places against the current government, especially its hopeless handling of the crisis in the Deep South. But an effort to undermine the government by reviving the old royalism is very dangerous and must be countered. It is easy to see short term benefits for Pramuan, and probably for those journalist critics of Thaksin too. But this kind of short term tactic is extremely short-sighted and very dangerous, unless all of them truly want the royalist regime of democracy in Thailand.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;By the way, you write, "more than 1,000 years of absolute monarchy in Thailand". Can you tell me from when to when -- since Thailand was a Happy Valley kingdom at the Altai Mountain in Mongolia when the Thai kings ruled over the whole Asia? With such a statement in your highly educated newspaper, I am not surprised that Pramuan's book is a fad among Thais. As a historian, I plead guilty for failure to make people intelligent about history. The absolute monarchy in Siam lasted less than 60 years -- around the 1870s to 1932 only. Your statement makes the royalist ideas Paleolithic indeed.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Thongchai Winichakul   Madison, Wisconsin&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-112637744784629938?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112637744784629938'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112637744784629938'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/09/blog-post_10.html' title='บทความโดยธงชัย วินิจจะกูล'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-112559678835926357</id><published>2005-09-01T13:42:00.000-04:00</published><updated>2005-09-01T13:47:46.340-04:00</updated><title type='text'>คำกล่าวตอบรับรางวัลแมกไซไซของจอน อึ๊งภากรณ์</title><content type='html'>คำกล่าวตอบรับรางวัล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายจอน อึ๊งภากรณ์ ผู้รับรางวัลรามอน แมกไซไซ สาขาบริการภาครัฐ ปี ๒๕๔๘&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๘ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศฟิลิปปินส์ เมืองมะนิลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านประธานศาลฏีกา คณะกรรมการมูลนิธิรางวัลรามอนแมกไซไซ เพื่อนผู้รับรางวัล และแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย้อนกลับไปในวันนี้เมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว ในคำกล่าวตอบรับรางวัลรามอน แมกไซไซ สาขาบริการภาครัฐของดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ คุณพ่อของผม ได้เอ่ยถึง “ใจ” น้องชายคนเล็กของผมซึ่งขณะนั้นอายุ ๑๒ ปี และเป็นนักสะสมแสตมป์ คุณพ่อเล่าว่า ใจได้หยิบยกเอาคำพูดหนึ่งของประธานาธิบดีรามอน แมกไซไซที่ปรากฏในแสตมป์ที่ระลึกมาบอกให้คุณพ่อได้รับทราบ คำพูดนั้นกล่าวไว้ว่า “ข้าพเจ้าเชื่อว่า คนที่ได้โอกาสน้อยในชีวิต ควรได้รับโอกาสพิเศษในทางกฎหมาย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวันนี้ ผมก็มีอีกเรื่องที่อยากจะเล่าเกี่ยวกับ “ใจ” ซึ่งผมเพิ่งทราบเมื่อไม่นานมานี้ นั่นคือ หลังจากที่ใจได้รับการแจ้งว่า ชื่อของผมอยู่ในกระบวนการพิจารณารางวัลนี้ ใจได้เสนอว่า มันน่าจะดีกว่าถ้าไม่ใช่ผม แต่เป็นทนายสมชาย นีละไพจิตร ที่ได้รับการเสนอชื่อแทน ในประเด็นนี้ผมเห็นด้วยกับน้องผมอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมชาย นีละไพจิตร เป็นประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม และเป็นทนายซึ่งสละตัวเองเพื่อช่วยเหลือชาวมุสลิมทั้งหลายที่ต้องตกเป็นจำเลย ซึ่งมักเป็นคนที่“ได้โอกาสน้อยในชีวิต” เหมือนอย่างที่รามอน แมกไซไซกล่าวถึง และในวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๗ เป็นวันที่ทนายสมชายต้องเสียสละอย่างถึงที่สุด เขาถูกลักพาตัวออกไปจากรถยนต์ของเขาในพื้นที่กรุงเทพฯ และหายสาบสูญไป เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่เขาได้เริ่มรวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอให้ยกเลิกการใช้กฎอัยการศึกในสามจังหวัดชายแดนใต้ และเพิ่งร้องเรียนต่อกรรมาธิการหนึ่งของวุฒิสภาเพื่อขอให้สอบสวนกรณีที่ตำรวจถูกกล่าวหาว่า ข่มเหงและทรมานผู้ต้องสงสัยห้าคนซึ่งเป็นลูกความของเขาเพื่อให้สารภาพตามข้อกล่าวหา แม้ล่าสุดจะมีการจับกุมและดำเนินคดีกับตำรวจห้านายในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของนายสมชายโดยคดีนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล แต่ก็คงจะเป็นไปได้ยากที่ผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังการหายตัวไปของทนายสมชายจะถูกเผยตัวออกมาในอนาคตอันใกล้นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น่าเสียดาย ที่มูลนิธิรามอน แมกไซไซไม่อนุญาตให้เสนอชื่อผู้ที่คาดว่าเสียชีวิตแล้วเพื่อเข้ารับการพิจารณารางวัล และด้วยเหตุดังกล่าว ผมจึงอยู่ที่นี่ และได้รับเกียรติอย่างสูงยิ่งในวันนี้ ดังนั้นในประการแรกผมจึงขออุทิศรางวัลนี้ให้แก่ทนายสมชายและครอบครัวของเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของประเทศไทย ได้ให้การรับรองในเรื่องสิทธิ และเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยของบุคคลและชุมชน ไม่แพ้มาตรฐานของประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ ทั่วโลก แต่แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะใช้มาแล้วเป็นเวลาแปดปี ดูเหมือนประเทศไทยยังเกิดกรณีที่เลวร้ายในด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิตามกฎหมาย ซึ่งกรณีการสูญหายไปของทนายสมชายเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐธรรมนูญของเรารับรองสิทธิของชุมชนที่จะมีส่วนร่วมในการจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของเขา และสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาความเห็นอย่างยุติธรรมในกรณีที่ชุมชนอาจได้รับผลกระทบจากโครงการใดๆ ทว่า ไม่เพียงแต่สิทธิชุมชนเหล่านี้จะถูกเพิกเฉยมาตลอด แต่ทรัพยากรทางธรรมชาติไม่ว่าที่ดิน ผืนป่า และลุ่มน้ำ ยังถูกแย่งไปจากชุมชนอีกด้วย ยิ่งกว่านั้น ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๔ มีผู้นำชุมชนอย่างน้อย ๑๕ คนจากทุกภาคของประเทศถูกลอบฆ่าตาย เพียงเพราะพวกเขาต้องการที่จะปกป้องชุมชนและต่อต้านบุคคลภายนอกที่พยายามเข้ามาแสวงผลประโยชน์แล้วทำลายสิ่งแวดล้อม ผู้นำชุมชนเหล่านี้ไม่เคยได้รับการคุ้มครองหรือแม้แต่การยอมรับจากหน่วยงานภาครัฐ ทั้งที่ผลงานของเขาเป็นประโยชน์ทั้งต่อชุมชนและต่อสังคมโดยรวม และในแทบทุกกรณี ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารไม่เคยได้รับการลงโทษ ฉะนั้นจึงมีความสำคัญยิ่งที่ผมควรจะต้องอุทิศรางวัลนี้ให้แก่ผู้นำชุมชนที่กล้าหาญและเสียสละเหล่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นับแต่ปี ๒๕๔๗ ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น มีเหตุการณ์ฆ่ารายวันโดยผู้ก่อการร้ายกลุ่มหนึ่งที่เป็นคนในพื้นที่ แต่ในขณะเดียวกัน มีรายงานมากมายที่ชี้ว่ามีตำรวจและทหารบางส่วนที่ปฏิบัติต่อชาวมุสลิมในพื้นในลักษณะที่ขัดต่อหลักนิติธรรม โดยมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการอุ้ม การฆ่า และการทรมาน ข่าวเหล่านี้ทำให้ประชาชนในพื้นที่จำนวนมากเกิดความไม่พอใจและไม่ไว้วางใจต่อหน่วยงานด้านความมั่นคง ยังมีเหตุการณ์ที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการตายหมู่ของสมาชิกทีมฟุตบอล ๑๙ คนที่อำเภอสะบ้าย้อยในเดือนเมษายน ๒๕๔๗ และอีกหกเดือนต่อมายังมีกรณีของประชาชนอีก ๗๘ ชีวิตที่อยู่ในฝูงชนที่ชุมนุมที่อำเภอตากใบ และต้องเสียชีวิตไปในระหว่างที่อยู่ในการควบคุมตัวของทหาร ก็เป็นเหตุการณ์ที่น่าสะเทือนขวัญอย่างยิ่ง สร้างความไม่สบายใจแก่ทุกคนที่เคารพในคุณค่าต่างๆ ที่เป็นรากฐานแห่งรัฐธรรมนูญของประเทศของเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจึงขออุทิศรางวัลนี้ให้แก่ทุกๆ คนที่ทำงานเพื่อความสงบสุขและความยุติธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงสมาชิกทุกคนของคณะกรรมการสมาฉันท์แห่งชาติ ซึ่งมีนายอานันท์ ปันยารชุน เจ้าของรางวัลแมกไซไซเป็นประธาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมยังต้องการอุทิศรางวัลนี้ให้แก่นักเคลื่อนไหวด้านประชาสังคมทุกคน ไม่ว่าจะสังกัดเอ็นจีโอหรือองค์กรภาคประชาชนที่ยังยืนหยัดทำงานภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบาก เพื่อส่งเสริมความเป็นธรรมทางสังคมและสิทธิมนุษยชน เพื่อเสริมสร้างพลังและความเข้มแข็งของกลุ่มผู้ไร้อำนาจในสังคม และเพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้รวมถึงเพื่อนๆ ในเครือข่ายของมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ และเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี / เอดส์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ผมขออุทิศรางวัลนี้ให้กับทุกคนที่ร่วมผลักดันให้เกิดเสรีภาพของสื่อมวลชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๙ และ ๔๑ รวมถึงนักหนังสือพิมพ์และสื่อทั้งหลายที่ดำรงตนตามมาตรฐานและจรรยาบรรณทางวิชาชีพสื่อ โดยการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและไม่หวั่นไหวจากการถูกคุกคามในทุกรูปแบบ รวมถึงอดีตเจ้าหน้าที่ข่าวของไอทีวี ผู้จัดรายการวิเคราะห์ข่าวทางวิทยุบางคน และนักหนังสือพิมพ์ส่วนหนึ่งซึ่งได้รับผลกระทบจากการทำหน้าที่อย่างสุจริต และรวมถึงนางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ จากคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อที่ถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายสูงกว่ารายได้ทั้งปีของเธอถึงพันเท่าร่วมกับหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้าย แต่สำคัญไปไม่ยิ่งหย่อนเลย ผมอยากจะอุทิศรางวัลนี้ให้กับเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาทุกคน ที่ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัดตามคำปฏิญาณของตน ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนโดยรวม และโดยยึดมั่นในหลักการของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท้ายนี้ ผมขอแสดงความรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง ที่มูลนิธิรามอน แมกไซไซ ได้ให้โอกาสผมรับรางวัลอันมีเกียรตินี้ แทนเพื่อนคนไทยจำนวนมากมายที่ได้ยืนหยัดร่วมกันเพื่อพยายามทำให้ประเทศไทยของเราเป็นสังคมที่มีความน่าอยู่มากขึ้นสำหรับประชาชนทุกๆ ส่วน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-112559678835926357?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112559678835926357'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112559678835926357'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/09/blog-post.html' title='คำกล่าวตอบรับรางวัลแมกไซไซของจอน อึ๊งภากรณ์'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-112513649443568549</id><published>2005-08-27T04:11:00.000-04:00</published><updated>2005-08-27T08:34:12.710-04:00</updated><title type='text'>เฮียห้า(ผัวซ้อเจ็ด)พบประชาชี</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/1600/WORKINGT.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/320/WORKINGT.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;*** สวัสดีประชาชี เนื่องจาก ปิ่น ปรเมศวร์ เอาแต่กินจนพุงกาง งานการไม่ทำ บล็อกไม่เขียน พ้ม เฮียห้า ผัวซ้อเจ็ด ทนความคร้านไม่ไหว ขออาสามาอัพบล็อกแทนในคอลัมน์ &lt;strong&gt;เฮียห้าพบประชาชี&lt;/strong&gt; เช้าวันเสาร์หลังรายการนาย ก. พบประชาชน *** นาย ก. พบประชาชนไปแล้ว ก็ขอเฮียห้าพบประชาชีบ้างไม่ได้หรือไร ***&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;*** อันกระพ้มนั้นเป็นนักการเมืองเก่า จึงชอบเล่าเรื่องโกหก แถมเมียชื่อซ้อเจ็ด เลยเลี่ยงติดนิสัยช่างเม้าท์เรื่องชั่วๆ เลวๆ จากมันมาด้วย คอลัมน์นี้ก็เลยจะว่ากันด้วยเรื่องโกหกเป็นหลัก เรื่องสร้างสรรค์เป็นไม่มี *** ย้ำอีกทีว่าเฮียห้าฝึกวิชาจาก Dogเต้อ ฉ. บางบอนจนสำเร็จวิทยายุทธ์ขั้นสุดยอดมาแล้ว ประชาชีอย่าได้หลงกลยามเห็นเฮียห้าตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จเชียว *** เวลาอ่านเวลาฟังอะไร ใช้สมองตรึกตรองกันหน่อย หลักกามสูตร เอ๊ย กาลามสูตร อ่ะ เคยอ่านไหม ก็ไอ้เรื่องโกหก งี่เง่า เพ้อเจ้อ แบบที่เฮียห้ากำลังจะเล่านี้ มันจะเกิดขึ้นจริงได้ไงเล่า *** และใครอย่าได้คิดเชียวว่า เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นในไหแลนด์ เมืองพุทธ แดนยิ้ม ที่นั่นมีแต่ความสงบ สว่าง สะอาด ผู้คนใจกว้าง มีเหตุมีผล รักประชาธิปไตย เอ่อล้นด้วยสิทธิเสรีภาพ สื่อทำงานหนัก นักการเมืองไม่คดโกง ผู้มีอำนาจไม่ฉ้อฉล ... เฮียห้ารายงานเรื่องโกหกสายตรงจาก Sin City เมืองคนบาปต่างหาก ***&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดถึง Sin City ตอนนี้ อาชญากรรมในหมู่บ้านของเฮียห้าลดลงไปอย่างน่าตกใจในช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา โจรเจิรหายหมด ยามมันไม่ได้ขยันขันแข็งขึ้นหรอก ไม่ใช่เศรษฐกิจดีจนโจรกลับใจ แต่เพราะ พรีเมียร์ลีก ต่างหาก *** พูดแล้วจะหาว่าคุย ประธานฝ่ายความปลอดภัยของหมู่บ้านเฮียห้าฉลาดโคตรๆ ตัดสินใจติดเคเบิลทีวีก่อนบอลจะเปิดฤดูกาล โอ้โห ติดปุ๊บ อาชญากรรมลดปั๊บ ตัวป่วนเมืองเฝ้าบ้านดูถ่ายทอดบอลกันหมด ไอ้โจรเด็กก็กลับใจ วางปืนถือลูกบอลกันเป็นแถว *** ต้องยกนิ้วให้ครับเจ้านายยยยยย ***&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;*** ยังไม่จบ วันก่อนมีบอลคู่พิเศษ ทีมนกกระเด้าลมเทวดาเขาลงเตะ ปรากฎว่าดันมีเรื่องกันในบาร์เบียร์ ไอ้เด็กลูกครึ่งคนนึงดันโง่ปากไม่ดี ไปด่าทีมนกกระเด้าลมเข้า เท่านั้นอ่ะเป็นเรื่อง นายหนึ่ง บางบอน เลยซัดตีนเข้าให้ ก็ทีมเขาเล่นดี มีประวัติยิ่งใหญ่ ถ้วยเขาตั้งห้าใบยังงั้น เสือกทะลึ่งปากเสีย *** ยังดีที่ Sin City มัน Etat de droit มัน Etat de droit ภาษาไหแลนด์เขาเรียกว่ามันเป็นนิติรัฐ ภาษาไหแลนด์ขั้นต่ำลงมาหน่อย เขาเรียกทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย ไอ้เด็กลูกครึ่งนั่นเลยโดนจับเข้าตะรางไปซะแล้ว *** กฎหมาย Sin City ก็บัญญัติไว้ชัด มันยังไม่อ่านกฎหมายกัน ทำผิดแล้วอ้างไม่รู้กฎหมายนี่ไม่ได้ กฎหมายมันเขียนไว้ชัดว่า ถ้าเมื่อไหร่มีเรื่อง ไม่ว่าจะทะเลาะพิพาท หรือทะเลาะวิวาท พ่อใครรวยกว่าให้ถือเป็นผู้ชนะ ถ้าพ่อรวยเท่ากันก็ให้ดูว่าพ่อใครใหญ่กว่า ถ้าพ่อใหญ่เท่ากัน ก็ให้วัดความยาวเสีย *** แต่วรรคสองวงเล็บหนึ่งยังบัญญัติไว้อีกว่า ถ้าพิสูจน์ทราบภายหลังด้วยนิติวิทยาศาสตร์ว่าใครไปฉีดมา ก็ให้ถือว่าการตัดสินวัดความยาวความใหญ่เป็นโฆฆะ ให้ไปตัดสินกันที่ลีลาแทนขนาด แต่ลีลาเด็ดนี่มันวัดกันตรงไหน ต้องไปถามซ้อเจ็ดกันเอาเองเน้อ *** โชคยังดี วรรคสองวงเล็บหนึ่งนี่ยังไม่เคยบังคับใช้ เพราะผู้คนในหมู่บ้านยังไม่เคยมีใครไปฉีดหรือไปผ่าตัดมา หมอประจำหมู่บ้านเขาเคยยืนยันแน่นหนักไว้เมื่อหลายวันก่อนตอนมีคนกล่าวหาว่ามีกรรมการหมู่บ้าน Sin City ไปฉีดเพิ่มขนาดมา พ่อหมอแกบอกว่า ไม่เคยมีกรรมการหมู่บ้านนี้มาขอฉีดยา เคยมีก็แต่กรรมการหมู่บ้านอื่นเท่านั้น เรื่องก็จบ ประชาชีเมืองนี้มันว่ากันง่าย ว่าไงว่าตามกัน ***&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดถึง Etat de droit ของ Sin City แล้วก็ปลาบปลื้มใจ ประชาชีหมู่บ้านอื่นมาดูงานด้านนี้กันประจำ *** ประชาชีทุกคนของ Sin City อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันอย่างเสมอภาคกัน ไม่เลือกฐานะหรือสถานะ เพียงแต่พวกร่ำรวยและใหญ่โตมีอำนาจก็ได้รับความเสมอภาคมากกว่าคนอื่นตามสมควร *** เพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง กฎหมาย Sin City จึงให้อำนาจเหล่ากรรมการหมู่บ้าน และเจ้าหน้าที่หมู่บ้านอย่างเต็มที่ ประธานหมู่บ้านคิดสิ่งใดก็ให้ถือว่าถูกเสมอ สั่งปฏิบัติการเช่นใดก็ไม่ต้องรับผิด กฎหมายให้อำนาจตรงนี้ไว้อย่างชัดเจน เป็นอารยะ ไม่เหมือนบางหมู่บ้านที่ประธานหมู่บ้านหรือกรรมการหมู่บ้านต้องหลบๆซ่อนๆแอบๆ แอบใช้อำนาจมืดรังแกคุกคามประชาชี หมู่บ้านพวกนั้นเป็นพวกอนารยะ ไม่รู้จักออกกฎหมายให้ชัดเจน ไม่รู้เข้าใจคำว่านิติรัฐกันซะเลย ***&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;*** จะบอกให้ว่าใน Sin City ถ้าประธานหมู่บ้านหรือกรรมการหมู่บ้านทะเลาะกับนักข่าวให้ถือว่าประธานหมู่บ้านถูกเสมอ เมื่อใดที่ประธานหมู่บ้านในบทบาทหม่ำ จ๊กม๊ก พิธีกรเกมโชว์ ชูป้ายกากบาท X พร้อมกดออดดัง ... แต๋ววววว ... ให้นักข่าวถือว่ามีความผิด ถูกปรับตกรอบฐานถามไม่สร้างสรรค์ เพราะประธานฟังไม่รื่นหู *** หากยังขัดขืน ฝืนขุดคุ้ยเรื่องไม่เป็นเรื่องต่อ อาจโดนน้ำมันราดรถทั่วโรงพิมพ์ได้ โปรดอย่าใช้มาตรฐานไหแลนด์มาด่าว่าคุกคามสื่อนะคร้าบ เพราะกฎหมาย Sin City ให้อำนาจฝ่ายกรรมการหมู่บ้านจัดการสื่อได้ตราบเท่าที่ยังไม่เลือกยืนเคียงข้างท่านประธาน ... นิติรัฐครับนิติรัฐ ท่องไว้ *** เร็วๆ นี้ฝ่ายกรรมการหมู่บ้านเพิ่งนึกสนุก หมั่นไส้มานานแล้วไอ้หนังสือพิมพ์ฝรั่งในหมู่บ้าน เลยแกล้งแม่งซะ ปล่อยข่าวครับปล่อยข่าว แกล้งให้แหล่งข่าวปล่อยข่าวให้นักข่าวว่าไอ้ถนนสายใหม่ที่เพิ่งสร้างมันร้าว นักข่าวก็เหลือเกิ๊น ลงข่าวไม่ได้ไปเช็คอะไรเล้ย กระโดดใส่หลุมพรางเข้าเต็มๆ ไม่กี่วันให้หลังเลยโดนฟ้องเข้าหลายอัฐโทษฐานลงข่าวเท็จ *** เสร็จไปอีกหนึ่ง เจ้าของถึงกะคิดถอนหุ้นไปขายของดังเดิมดีกว่า ***&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;*** นักวิชาการบนหอคอยหมู่บ้านเราก็น่ารักกันทั้งนั้น ทุกคนต่างสรรเสริญเยินยอท่านประธานหมู่บ้านกันหมด ที่หมู่บ้านเรา ครูบาอาจารย์ทุกคนรู้จริงหมดครับ เพราะท่องคำพูดของท่านผู้นำกันได้ขึ้นใจ ชัดถ้อยชัดคำ ท่านว่าไงเราก็ว่าตามกัน เปิดทีวีกันดู รายการคุยข่าวรายการไหน ประชาชีก็ส่ง sms มาสรรเสริญไม่ได้ขาด แถลงข่าวทีไร ท่านผู้นำก็ชื่นชมนักวิชาการตลอด *** เมื่อก่อนก็เคยมีพวกโง่ๆ ทำผิดกฎหมาย ออกมาวิจารณ์หรือมาทำตัวขวางหูขวางตากรรมการหมู่บ้านเหมือนกัน แต่จัดการไปหมดแล้ว โตแล้วยังต้องให้อุ้มอีก น่าเบื่อคนพวกนี้ *** อุ้มๆ โอ๋ๆ ไปไม่กี่คน ก็หัวหดกันหมด ใครยังซ่า กรรมการหมู่บ้านก็ส่งยามไปช่วยเฝ้าหน้าบ้านคอยดูแลให้เป็นกรณีพิเศษ ซ่าอีกก็ตรวจภาษี จับขึ้นบัญชีดำไป เดี๋ยวก็สงบกันหมด ***&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;*** หัวหน้าทีมอุ้มของ Sin City นี่ได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี แกมีนิสัยรักเด็ก ชอบอุ้มเด็กมาแต่เกิด ท่านประธานหมู่บ้านส่งไปฝึกคอร์สพิเศษโดยตรงจากโรงเรียนอนุบาลหมีน้อย เพื่อให้อุ้มผู้ใหญ่ได้อย่างถูกสุขลักษณะ อุ้มดีอุ้มเป็นครับท่านนี้ *** เสียอย่างเดียว ท่านหัวหน้าทีมอุ้มติดนิสัยเด็กๆไม่หาย แกชอบเลีย ทีเวลาเจอฝ่ายตรงข้าม ปรี่ไปอุ้ม ยังกะผู้ใหญ่รักเด็ก แต่กลับกัน เวลาเจอท่านประธานหมู่บ้านนี่ วิ่งแจ้นตรงไปหา ทำตัวยังกะเด็ก ขี้อ้อน เลียไม่ได้หยุด เลียซะยิ่งกว่าลิ้นสว่าน โดยเฉพาะตรงแข้งขาท่านผู้นำนี่ชอบมากครับ มันอร่อยหรืออย่างไรมิทราบได้ *** ท่าบังคับของกรรมการหมู่บ้านที่อยากได้ดี: ขาชิด มือกุมเบ้า หลังโค้งงอพองาม หัวผงก ลิ้นทำงาน ปากพูด ครับท่านๆ เรียกว่าบริหารร่างกายทุกสัดส่วน ยกเว้นสมอง ไม่ต้องบริหารมันมาก ยิ่งกลวงยิ่งดี ท่านประธานชอบ ***&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;*** โหลๆๆๆ ... อ้าว... ไมค์ไม่ดังซะแล้ว สัมปทานคงหมด ท่านประธานสภาประชาชีเล่นตัดช่องน้อยปิดไมค์ทั้งสภาซะแล้ว คงต้องขอลาไปซิ่งรถกันตรงนี้ละครับ เขาจะปิดถนนหน้าปากซอยกันแล้ว *** อ้อ ประชาชีท่านใดจะไปซิ่งรถกับเฮียห้าหน้าปากซอยก็ขอให้ระวังควายของท่านกรรมการหมู่บ้านสังกัดเล้าไก่หน่อยนะครับ แกชอบปล่อยออกมาเดินเพ่นพ่านอยู่เรื่อยเลย มืดๆ บางทีดูไม่ออกว่าตัวไหนเป็นท่านกรรมการหมู่บ้าน ตัวไหนเป็นควาย *** แล้วไอ้ที่เห็นเฮียห้าหน้าแดงๆ นี่ ไม่ได้ไปกินวิตามินแอลมานะขรั่บ เฮียห้าเป็นคนพูดเสียงดัง ชอบตะโกน หน้าก็แดงเป็นธรรมดา พวกใส่ร้ายเฮียห้าระวังจะตกนรกนะ อเวจีโลกันตร์ข้างล่างน่ะ มันเย็นนนน แล้วจะว่าไม่เตือน *** ไปละครับ แล้วเจอกันใหม่เมื่อชาติต้องการ อย่าลืมว่าที่เล่ามาทั้งหมดล้วนแต่เป็นความเท็จทั้งสิ้น ประชาชีผู้ใดอย่าได้คิดผิดหลงเชื่อเป็นตุเป็นตะทีเดียวเชียว *** เฮียห้ารักประชาชี เพราะประชาชีสอนให้เฮียห้ารักประชาชน ***&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-112513649443568549?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112513649443568549'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112513649443568549'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/08/blog-post.html' title='เฮียห้า(ผัวซ้อเจ็ด)พบประชาชี'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-112508841599389489</id><published>2005-08-26T16:08:00.000-04:00</published><updated>2005-08-27T01:15:41.496-04:00</updated><title type='text'>เก็บตกงาน Meet the Bloggers</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/1600/CIMG0463_resize_exposure.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/320/CIMG0463_resize_exposure.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ขณะนี้เวลาตีสามกว่าแล้วครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพิ่งกลับมาจาก Hemlock (อีกแล้ว)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์แห่งการกินของผมโดยแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ นัดสังสรรค์รวมรุ่นกับเพื่อน ม.ปลาย น้ำเงิน-ขาว ตามด้วยวันจันทร์กับนัดหมายที่เฝ้าทนรอด้วยใจระทึกอย่างงาน Meet the Bloggers ที่ Hemlock วันอังคารพักหนึ่งวัน มาวันพุธก็ย้ายวิกไปแถวประชาชื่น ไปนั่งกินข้าวและวิจารณ์การเมืองกับพี่ประสงค์ มติชน และทีมข่าวประชาชาติธุรกิจ วันพฤหัส สังสรรค์วันเกิดของอาจารย์ที่คณะท่านหนึ่งละแวกสามเสน ปิดท้ายด้วยคืนนี้ (วันศุกร์) วนกลับไป Hemlock อีกครั้ง ผมกับพี่หมูนัดพี่โญ open พี่จอบ วันชัย แห่งสารคดี และคุณมุกหอม มาระดมสมองเรื่องรูปแบบและเนื้อหาหนังสือ 60 ปี อาจารย์รังสรรค์ เตรียมไว้สำหรับงานครบเกษียณของอาจารย์สิ้นกันยายนปีหน้า คุยกันสารพัดเรื่องตั้งแต่หนึ่งทุ่มถึงตีสอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นที่เพลิดเพลินบันเทิงใจ แต่จะเอาเวลาที่ใดมาเขียน blog เล่าท่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่าแล้วก็ขอส่งท่านผู้อ่านที่ประสงค์จะเดินทางย้อนเวลาสู่งาน Meet the Bloggers ครั้งที่ 1 ไปยัง blog ของ Ratioscripta ยอดขยัน (ใครยังไม่มีแฟน โปรดรับเขาไว้พิจารณาอย่างจริงจังเถิดครับ ... เชื่อผม เชื่อผม) นาย Ratio เขาเขียนเล่าบรรยากาศ และโพสต์รูปถ่ายของงานให้ชมกันใน &lt;a href="http://ratioscripta.blogspot.com/2005/08/meet-bloggers.html"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;เก็บตกบรรยากาศงาน Meet the Bloggers ครั้งแรก&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วน blogger ขี้เกียจ ผู้เอาแต่เดินสายกินอย่างผม ขอตัวไปนอนก่อนครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-112508841599389489?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112508841599389489'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112508841599389489'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/08/meet-bloggers.html' title='เก็บตกงาน Meet the Bloggers'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-112400321975345788</id><published>2005-08-14T02:04:00.000-04:00</published><updated>2005-08-23T05:44:18.340-04:00</updated><title type='text'>Re-Open</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/1600/reopenwb.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/320/reopenwb.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;ก้าวพ้นจากหลุมดำ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;การต่อสู้เพื่อแย่งชิงตำแหน่ง blogger สุดขี้เกียจกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในห้วงเวลาหลังจากเหล่าพลพรรคที่ฝึกวิชาอยู่เมืองนอกบ้าง บ้านนอกบ้าง กลับคืนสู่บ้านเกิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อให้มั่นใจว่าตำแหน่งนี้จะตกเป็นของนายนิติรัฐในท้ายที่สุด ผมเลยต้องรีบกลับเข้าวงการ มา Re-open blog ตัวเองโดยเร็ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แรงดึงดูดของหลุมดำในกรุงเทพเมืองฟ้าอมรรุนแรงมาก ไม่แปลกใจที่หลังจากนายนิติรัฐ หรือคุณ Tihtra กลับเมืองไทย วงการ blog ก็สูญเสีย blogger มือดีไปชั่วขณะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งแต่กลับจากบ้านนอก ผมเองก็ห่างหายจากการเขียน blog ไปสองอาทิตย์ ที่ผ่านมา ผมใช้เวลากับการเดินสายพบปะสังสรรค์เพื่อนฝูงและผู้คนเป็นหลัก และจัดทำต้นฉบับหนังสือรวมเล่มของผมและของอาจารย์วรากรณ์ที่จะออกในงานมหกรรมหนังสือฯ ต้นเดือนตุลาคมนี้เป็นรอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาที่เหลือก็ใช้ดู DVD (เพิ่งดู 24 season 3 จบเมื่อวันแม่) และตะลุยอ่านหนังสือเล่ม การ์ตูน และนิตยสารหลายเล่มที่ออกช่วงผมอยู่บ้านนอก ซึ่งเพื่อนซื้อเก็บไว้ให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผ่านมาสองอาทิตย์เต็ม ก็รู้สึกว่าสมควรได้เวลากลับคืนสู่โหมดปกติ ควรกลับมาลงมือจัดการกับวิทยานิพนธ์ และเขียนอ่านอย่างสม่ำเสมอดังเดิมได้แล้ว ก็ตั้งใจว่า ตั้งแต่สัปดาห์หน้าจะค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนของการทำงานให้มากขึ้นโดยลำดับ ทีละเล็กละน้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจออะไรสนุกๆ ก็จะมาเขียนเล่าให้อ่านกันใน blog เช่นเคย แม้จะไม่ถี่เหมือนตอนอยู่บ้านนอกก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;Re-Open&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;สำหรับแฟนๆ นิตยสาร Open ผมมีกิจกรรมแก้คิดถึงมาบอกกล่าว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;สำนักหนังสือไต้ฝุ่น และ openbooks ภูมิใจเสนอ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;Re-Open&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt; &lt;span style="color:#33cc00;"&gt;นิทรรศการภาพเกี่ยวกับนิตยสาร open&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#33ff33;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;ชมภาพถ่ายโดยช่างภาพ open แต่ละยุค (ศุภชัย เกศการุณกุล, สมิทธิ ธนานิธิโชติ, ชนานันต์ โชติรุ่งโรจน์, วรพจน์ พันธุ์พงศ์) และงานศิลปะโดยไทวิจิตร พึ่งเกษมสมบูรณ์, ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา, ปราบดา หยุ่น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;พบเจอพูดคุยระหว่างคนทำ คอลัมนิสต์ และคนอ่าน ด้วยบรรยากาศสบายๆ เป็นกันเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;วันอังคารที่ 16 สิงหาคม 2548 นี้ 17.00 น. ที่ Play Gallery ชั้น 3 &lt;a href="http://www.playgroundstore.co.th/store_location.htm"&gt;Playground! &lt;/a&gt;ซอยทองหล่อ (ติดกับ สน.ทองหล่อ)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;ใครว่างและสนใจ ก็ขอเชิญตรงนี้เลยนะครับ เข้าใจว่านิทรรศการภาพจะจัดแสดงประมาณหนึ่งเดือน ส่วนวันอังคารที่ 16 สิงหาคมเป็นงานเปิด ได้ข่าวว่าชาว open จะไปกันพร้อมหน้าพร้อมตา ผมมีประชุมตอนห้าโมงเย็นวันนั้นพอดี ถ้าประชุมเลิกไม่ดึก ก็คงตามไปตอนดึกๆ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;ชมภาพแล้วยังไม่หายคิดถึง ก็อ่าน Popeyes กันต่อ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;ตอนนี้ทีมงาน open เก่าบางส่วน เช่น วรพจน์ พันธุ์พงศ์ ปราบดา หยุ่น &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;นราวุธ ไชยชมภู ฯลฯ รวมตัวกันทำนิตยสารเล็กๆ บางๆ ขนาด 24 หน้า ชื่อว่า Popeyes แทรกตัวอยู่ในนิตยสาร Pop ของ บก.ตี้ สุรจักร์ ชัยวรศิลป์ ทุกเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;คิดถึงคอลัมน์หน้าศูนย์ของพี่คุ่น บทสัมภาษณ์ของพี่หนึ่ง งานเขียนอารมณ์ละเมียดของนราวุธ ก็เพิ่มความคิดถึงได้กับ popeyes ผมเองก็ไปร่วมแจมกับเขาเหมือนกัน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;Meet the Blogger&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;ผมไม่เคยมีเพื่อนจากโลกอินเทอร์เน็ตมาก่อน กระทั่งมาเขียน blog &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;ผมหมายถึงเพื่อนที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตา ไม่รู้ภูมิหลัง แต่กลับมาสนิทสนมกันใน Cyberspace &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;blogger คนแรกที่ได้เห็นหน้าค่าตา ก็คือ อาทิตย์ หรือ Tihtra ที่อุตส่าห์เดินทางมาเยี่ยมเยียนผมถึงบ้านนอกเมื่อหลายเดือนก่อน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;กลับมาเมืองไทยคราวนี้ คนแรกที่ได้พบหน้าก็คือนายนิติรัฐ ที่ผมเฝ้ารอเจอตัวจริงมานาน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;ครั้งแรก เป็นประสบการณ์เฉียด ผมอยู่ Hemlock นิติรัฐอยู่ Molly bar เราโทรคุยกัน แต่คืนนั้น วงโคจรยังไม่มาซ้อนทับ เพราะขวดเหล้ามันทับขาป๊อกไว้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;ครั้งที่สอง สายลมแห่งชะตากรรมพัดเรามาเจอกันสักที แต่เป็นการเจอกันที่ไม่ธรรมดา&lt;/span&gt; จะเรียกว่าเจอกันแบบขำๆ ตามภาษานิติรัฐก็ไม่ผิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศุกร์นั้น เริ่มต้นจากผมอยู่ Molly bar นิติรัฐนั่งกินลมชมสะพาน จนตีหนึ่ง Molly bar ปิด ผมลองโทรหานิติรัฐว่ายังอยู่แถวนี้หรือเปล่า จะชวนไปนั่งเล่นที่ Hemlock ต่อ ปรากฏว่าโอเค ผมก็นัดเจอกันหน้า Hemlock ตอนตีหนึ่งกว่า ผมไปถึงก่อนเพราะใกล้กว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ร้านปิด !!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยืนรอแป๊บนึง นิติรัฐก็พาร่างอันอวบอั๋นด้วยวิตามินแอลมาเจอผม ผมก็ตื่นเต้นเล็กน้อยที่ได้เจอ blogger ขวัญใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจอกันแล้ว ปัญหาใหญ่ก็คือ ต้องหาที่นั่งคุย เพราะร้านแถวถนนพระอาทิตย์ปิดกันหมด เราก็เดินคุยเลียบถนนพระอาทิตย์ไปทางบางลำพู เผื่อเจอร้านข้าวต้มให้นั่งต่อได้ เดินถึงผู้จัดการ มองไปข้างหน้า สายตาผมเห็นชายสูงอายุผู้หนึ่งกำลังโบกมือเรียกแท็กซี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เฮ้ย พ่อกูนี่หว่า" ... ผมอุทานเบาๆ แล้ววิ่งไปเรียกพ่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทักทายกันเสร็จ พ่อเปลี่ยนใจยังไม่กลับบ้าน ด้วยหน้าที่พ่อที่ดี เห็นลูกๆ ไม่มีที่นั่ง จึงต้องรับผิดชอบผมกับป๊อก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ป่านนี้ร้านแถวนี้ปิดหมดแล้ว ยกเว้นที่หนึ่ง พ่อเพิ่งออกมา แต่เสียงดังหน่อยนะ" พ่อบอกลูกทั้งสอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วพ่อก็พาผมกับป๊อกไปที่ร้านอาหารกึ่งคาเฟ่เล็กๆ หนึ่งห้อง ลักษณะย้อนยุค ชั้นล่างของอพาร์ตเม้นต์แถวๆ ซอยวัดสังเวช&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหลือบตามองรอบตัว 4-5 โต๊ะในร้านยังคลาคล่ำไปด้วยผู้คน และแน่นอน ผู้คนในร้านทั้งหญิงและชาย มีอายุขั้นต่ำอยู่ที่ 50 ฤดูฝน บ้างใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้น ดูรูปการณ์แล้วน่าจะเป็นคนพื้นถิ่นบางลำพู บ้างใส่ชุดทำงานเรียบร้อย ฝ่ายคุณพี่ผู้หญิง(ในบางอารมณ์ของชีวิต ผมคงเรียกคุณป้า)แต่งตัวทำผมอย่างสวยงามเหมือนเช่นที่เคยเห็นในนิตยสารยุคโบราณ ผมมั่นใจสายตาตัวเอง แม้จะละเลียดน้องแอลไปแล้วไม่น้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"จะกลับบ้านแล้วดันเจอน้องชายว่ะ" พ่อบอกเพื่อนฝูงในร้านถึงสาเหตุที่ต้องกลับมาใหม่ หลังจากรอบแรกก็นั่งยาวตั้งแต่บ่ายแก่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งแรกระหว่างผมกับป๊อก เลยเป็นการสนทนาธรรมในบรรยากาศย้อนยุค บนโต๊ะมีเบียร์สิงห์ คลอด้วยเสียงเพลงสุนทราภรณ์บ้าง เพลงลูกกรุงสมัยแรกเริ่มบ้าง บทเพลงซึ่งเหล่าคุณน้าคุณอาคุณป้าคุณลุง ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นไปร้องเป็นที่รื่นเริงบันเทิงใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ่อผมนั่งคุยด้วยสักพัก ก็ขอตัว ลุกจากเก้าอี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ได้ตรงไปโต๊ะข้างๆ ... แต่ตรงขึ้นเวที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มือถือไมค์ ไฟส่องหน้า ครวญเพลงให้เพื่อนร่วมร้านฟัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"พ่อพี่โคตรวัยรุ่นเลยว่ะ" ป๊อกหันมาคุยกับผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"พี่ชายน้องคอแข็งเป็นบ้า ผมยกนิ้วให้เลย" เพื่อนพ่อเดินมากระซิบข้างหูของผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ครับพี่" ผมตอบคุณลุงคนนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;Meet the Bloggers&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่าแล้ว เรามานัดสังสรรค์หมู่เหล่าชาว bloggers กันให้พร้อมหน้าพร้อมตาดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมขอเชิญทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่าน blog ของผมและผองเพื่อน ร่วมพบหน้าพูดคุยกันสนุกๆ ไม่ว่าท่านจะเขียน blog หรือแวะเวียนมาอ่านก็ตาม ไม่ว่าท่านจะรู้จักผมและผองเพื่อนมาก่อนหรือไม่ ไม่ใช่ปัญหา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เชิญมาร่วมสนุกกันเถิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชื่องาน: Meet the bloggers ครั้งที่ 1&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถานที่: ร้าน Hemlock ถนนพระอาทิตย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันเวลา: จันทร์ที่ 22 สิงหาคม 2548 เวลา 19.30 น. เป็นต้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โปรดอย่าพลาด !!!&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-112400321975345788?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112400321975345788'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112400321975345788'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/08/re-open.html' title='Re-Open'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-112227137134191986</id><published>2005-07-25T00:54:00.000-04:00</published><updated>2005-07-25T02:11:39.246-04:00</updated><title type='text'>01002</title><content type='html'>ไม่ใช่เลขใบ้หวย แต่ 01002 คือรหัสไปรษณีย์ของ Amherst เมืองที่ผมเรียกขานมันว่า 'บ้านนอก'&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนผมเห็นครั้งแรก ก็ว่าเลขมันแปลกดี เพิ่งมาอ่านหนังสือประวัติเมือง Amherst ถึงได้รู้ความหมายของ ZIP code ห้าตัวที่เราใช้จ่าหน้าซองจดหมายบ่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักของ ZIP code ในอเมริกา เป็นอย่างนี้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวหน้าสุด เรียงตั้งแต่ 0-9 หมายถึงเขตพื้นที่อย่างหยาบ อย่าง 0 คือบริเวณภาคอีสาน (New England ทั้ง 6 รัฐ), 9 คือบริเวณฝั่งตะวันตก (West coast) เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2 ตัวถัดมา เริ่มต้นด้วย 10 หมายถึงเขตพื้นที่ย่อยลงไปอีกชั้น อย่าง 10 ของผมนี่คือบริเวณรอบๆ Springfield ในรัฐ Massachusetts&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2 ตัวสุดท้าย หมายถึงที่ทำการไปรษณีย์ระดับเมืองเล็ก ๆ กรณีนี้ 02 ก็คือ Amherst นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเรียงตามหลักนี้ รหัสไปรษณีย์แรกสุดของสหรัฐอเมริกาก็คือ 01001 นั่นคือ เมือง Agawam ในรัฐ Massachusetts&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Amherst ของผม นับว่าเป็นเมืองอันดับสองหากนับตาม ZIP code&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนกลับเมืองไทย ขออวดหน้าตาบ้านนอกของผมหน่อยแล้วกันนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/1600/100_1001.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/320/100_1001.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมืองเล็กๆ ของผม Downtown มีเพียงหนึ่งแยกไฟเขียวไฟแดง มองจากต้นก็เห็นสุดปลายถนนแล้ว (รูปนี้ถ่ายตรงสี่แยก)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/1600/100_1019.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/320/100_1019.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่บ้านนอก ย่านการค้าไม่เป็นตึกธุรกิจสมัยใหม่ แต่เป็นตึกอายุเก่าแก่บ้าง เป็นบ้านปรับเป็นร้านบ้าง ทั้งเมืองเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่สีเขียวสด ถ้าขึ้นบนที่สูง มองลงมาจะไม่เห็นเมืองและผู้คน เห็นก็แต่สีเขียวของแมกไม้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/1600/100_0897.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/320/100_0897.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างของร้านค้า และบริษัทในเมือง ช่วงนี้ปิดเทอม เมืองก็เงียบเหงา เพราะเมืองนี้คือเมืองมหาวิทยาลัย นอกจาก UMAss Amherst แล้ว รอบๆ Amherst ยังมีอีก 4 College ได้แก่ Amherst College, Hampshire College, Smith College และ Mount Holyoke College รวมกันเป็น Five College Consortium สามารถเรียนข้ามกันไปมาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/1600/100_0901.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/320/100_0901.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ตึกที่สูงที่สุดในเมือง Amherst คงจะเป็นโบสถ์แห่งนี้ละมั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/1600/100_0997.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/320/100_0997.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ก็ไม่แน่เพราะ Town Hall ก็สูงสูสีกัน บ้านนอกของผมไม่มี Mayor แต่มีคณะกรรมการบริหารเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง และยังใช้ระบบ Town Meeting อยู่เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/1600/100_0922.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/320/100_0922.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าชีวิตของนิติรัฐขาดสาวๆ ไม่ได้ ชีวิตผมก็ขาดไอติมไม่ได้ นี่คือ Barts ร้านไอติมท้องถิ่นของ Amherst มีหลากหลายรสชาติ ทำจากส่วนผสมธรรมชาติล้วนๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/1600/100_0931.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/320/100_0931.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ต่อด้วย ร้านไอติม New England ที่มีสาขาทั่วโลก อย่าง Ben&amp;Jerry รกรากอยู่ที่ Vermont ผมยังไม่มีโอกาสได้ไปเที่ยวโรงงานไอติม Ben&amp;amp;Jerry เลย ที่โรงงานมีบริเวณหลุมศพไอติมด้วยนะครับ เอาไว้ฝังรสชาติที่ปัจจุบันเลิกผลิตไปแล้ว ตอนนี้ Ben&amp;Jerry กำลังมีโครงการให้โหวตคืนชีพไอติมอยู่ว่าต้องการให้รสไหนในอดีตกลับมามีลมหายใจอีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/1600/100_0903.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/320/100_0903.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสน่ห์ของบ้านนอกอีกอย่างก็คือ แม้ Downtown จะเป็นเพียงแค่ถนนเล็กๆ สั้นๆ แต่มีร้านหนังสือเรียงรายกันถึง 5 ร้าน อย่างร้าน Food for Thought นี้ เป็นร้านหนังสือในรูปสหกรณ์ คนงานร่วมกันเป็นเจ้าของ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/1600/100_0928.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/320/100_0928.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Antonio Pizza ร้านพิซซ่าท้องถิ่นชื่อดัง เป็นร้านแรกๆ ที่เป็นร้าน Pizza-by-the-slice ของเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ละวันมีรสชาติให้เลือกมากมายกว่า 20 หน้าได้ มีหน้าพิซซ่าแปลกๆ ผลัดกันมาให้ชิมเสมอ เช่น พิซซ่าเทริยากิ พิซซ่ามีตพาย ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/1600/100_0940.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/320/100_0940.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บ้านนอกยังเป็นที่อยู่ของสองมหากวีแห่งอเมริกา Emily Dickinson และ Robert Frost รายแรกเกิด โต และตาย ที่ Amherst รายหลังย้ายมาอยู่บ้านนอกช่วงหนึ่งของชีวิต เคยสอนใน Amherst College&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากรูปคือแผ่นรูปสองมิติของทั้งคู่ในสวนสาธารณะ ข้างตัวเขามีแผ่นเล่าประวัติและบทกวีของเจ้าตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอารูปมาอวดกันพอหอมปากหอมคอครับ ไว้วันหลังจะเล่าเรื่องเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของบ้านนอกให้อ่านกันต่อ รวมทั้งจะโพสต์รูปสำนักหลังเขาให้ชมกันด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รูปใน blog ผมไม่ได้ถ่ายเองนะครับ แต่เป็นฝีมือของนายกฤษฎา เพื่อนเก่าน้ำเงิน-ขาวของผมเอง ใครอยากชมฝีมือถ่ายภาพของยอดตากล้องรายนี้ เชิญชมต่อได้ที่ &lt;a href="http://www.pbase.com/krisada"&gt;http://www.pbase.com/krisada&lt;/a&gt; มีภาพสวยๆ จากทั่วอเมริกาให้ชมกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-112227137134191986?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112227137134191986'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112227137134191986'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/07/01002.html' title='01002'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-112210378824103648</id><published>2005-07-23T02:29:00.000-04:00</published><updated>2005-07-23T17:12:11.926-04:00</updated><title type='text'>โรคภูมิแพ้</title><content type='html'>ผมมีโรคประจำตัวอยู่โรคหนึ่งคือ โรคภูมิแพ้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมัยอยู่เมืองไทยก่อนมาเรียนต่อที่บ้านนอก อาการกำเริบเสิบสานขนาดหนัก หมดเงินรักษาไปหลาย เปลี่ยนหมอก็หลายหมอ รักษายังไงก็ไม่ยอมหายเสียที กระทั่งเกิดดวงตาเห็นธรรม เมื่อคุณหมอท่านหนึ่งประกาศเสียงดังฟังชัดว่า หนทางเดียวที่ผมจะหายขาดได้ คือย้ายออกไปจากกรุงเทพซะ !&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บังเอิญผมต้องจากสยามเมืองดุไปฝึกวิชาที่บ้านนอกพอดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาอยู่ที่บ้านนอกช่วงแรก ไม่มีอาการภูมิแพ้ให้เห็นเลยแม้แต่น้อย เพราะที่นี่อากาศดี ไร้ฝุ่น ไร้ควันพิษ ฟ้าใสสีฟ้าสด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อผมหวนกลับมารอบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลับบ้านนอกรอบนี้ ภูมิแพ้รังควานผมตั้งแต่วันแรกที่เครื่องบินแตะพื้นจนถึงปัจจุบัน เดิมคิดว่าเป็นเพราะอากาศหนาวจัดช่วงหน้านรก แต่แล้ว แม้ย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิ จนถึงหน้าร้อน อาการภูมิแพ้ก็ยังป้วนเปี้ยนอยู่กับผมไม่หาย เป็นที่น่ารำคาญใจยิ่งนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเป็นภูมิแพ้ที่ระบบทางเดินหายใจ เมื่อร่างกายปะทะเกิดอาการภูมิแพ้ เยื่อจมูกก็จะบวม เหลือช่องสำหรับหายใจนิดเดียว หายใจลำบาก น้ำมูกคั่งอยู่ข้างใน กว่าจะระบายออกมาได้ก็ยากเย็น นานวันเข้า ก็สะสมหมักหมม จนไซนัสอักเสบ พาลปวดขมับได้ง่ายๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในรอบห้าเดือนมานี้ ผมเลยต้องเดินเข้าเดินออก Health Service Center หลายรอบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณหมอบอกว่า ปีนี้เป็นปีที่ยากลำบากที่สุดของคนเป็นภูมิแพ้ ผู้ป่วยที่เข้ามารักษาเพิ่มจำนวนสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ กระทั่งตัวหมอเอง ที่เป็นภูมิแพ้เหมือนกัน ยังบอกว่า ปีนี้อาการเขาแย่ที่สุดในรอบสิบปีทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บริเวณบ้านนอกของผมมีภูมิประเทศเป็นแอ่ง ล้อมรอบด้วยภูเขาสี่ด้าน สิ่งต่างๆตามธรรมชาติสารพัดที่จะทำให้คนแพ้เลยถูกพัดพาจากทั่วทุกด้านมากองรวมกันที่แอ่งตรงนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ผมก็เพิ่งไปหาหมอมาเพื่อเกาะติดอาการ หลังจากสัปดาห์ที่แล้ว คุณหมอเปลี่ยนยาชุดใหม่มาให้ลอง เพราะยาชุดเก่าที่กินมาหลายเดือนไม่ได้ทำให้อาการดีขึ้นดังหวัง ยาชุดใหม่นี่ทั้งเยอะกว่า เม็ดใหญ่กว่า ที่สำคัญโคตรแพงกว่า ! &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่เขียน blog อยู่นี้ ก็ยังไอแห้งๆ ไป สั่งน้ำมูกไป เสลดติดคออยู่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดิมอยู่กรุงเทพ ผมรู้ว่าผมแพ้ฝุ่น แพ้อากาศเสีย เพราะขึ้นรถเมล์ขาวแดงทีไร เป็นต้องได้เรื่อง อาการภูมิแพ้กำเริบง่ายดาย หลังๆ เลยต้องดัดจริต แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เลี่ยงฝุ่นเลี่ยงควันพิษได้เป็นเลี่ยง ถ้าช่วงไหน มีรายได้ไหลเข้ามาก ก็นั่ง Taxi เดินทาง ช่วงไหนได้แต่เงินเดือนปกติ ก็นั่งรถเมล์แอร์ ไม่งั้นไม่คุ้มค่ายา หากไม่จำเป็นก็ไม่ขึ้นรถเมล์ขาวแดง นอกจากเดินทางสั้นๆ ไม่กี่ป้าย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ที่บ้านนอกนี่ ยังงงๆ อยู่ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองแพ้อะไร ต่อสู้กับอะไรอยู่ เลยไม่รู้จะป้องกันตัวเองอย่างไร ไม่รู้ว่าควรจะหลีกเลี่ยงอะไร พอไม่รู้จักศัตรูก็แก้ปัญหาไม่ได้ อัดยาเข้าไปมากๆ ก็ได้แค่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เปลืองเงิน แถมนานเข้าอาจจะดื้อยาได้ง่ายๆ คราวนี้อาจเป็นแนวร่วมให้กับพี่ๆ เชื้อโรคไปอีกโดยไม่ได้ตั้งใจ ทั้งที่คุณหมอหวังดีแท้ๆ แต่หวังดีอาจกลายเป็นร้าย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณหมอว่าคราวก่อนก็ให้ยาแรงขึ้นแล้ว ทำไมยังไม่หายไออีก (แต่จมูกโล่งขึ้น มีทางหายใจกว้างขึ้นแล้ว) คราวนี้แกเลยออกใบสั่งยาใหม่ให้เข้ากับสถานการณ์ฉุกเฉิน เอ๊ย เรื้อรังของโรคภูมิแพ้ผม แกว่า ตอนนี้อาการผมไม่ใช่สถานการณ์ปกติ ต้องเพิ่มยาฆ่าเชื้ออีกตัว วินิจฉัยแล้วก็สั่ง Antibiotic ให้กิน เรียกว่าเล่นของหนักขึ้นอีก   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไอ้ผมก็พวกไม่ค่อยชอบกินยา และจริงๆ ก็ไม่คิดว่าตัวเองติดเชื้อ เพราะหมอคนเก่าเคยเทสต์แล้วไม่พบว่าติดเชื้อในคอ แต่ไม่รู้จะเถียงยังไง เพราะเดี๋ยวแกด่าเอาว่า รู้น้อยอย่าพูด แล้วพาลด่าต่อว่า ไม่รักตัวเอง ไม่รักครอบครัวที่ต้องเห็นเราต้องลำบากไอค่อกๆแค่กๆทั้งปี ต้องมาทนเห็นภาพผมน้ำมูกคั่งตลอด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมก็เลยจนใจต้องรับยามากิน ได้แย้งหมอไว้บ้าง แต่ก็ไม่รู้จะทำไงได้มากกว่านี้ แกไม่ค่อยฟังเท่าไหร่ว่าผมเองต้องการอะไร อยากกินยาหรือเปล่า แกว่าให้เชื่อแกเหอะ เดี๋ยวหายๆ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะเดินกลับบ้าน ผมก็นึกเล่นๆ ว่า แล้วถ้าไม่หาย หมอจะรับผิดชอบมั้ยวะ สุดท้ายก็ลอยนวลทุกที เผลอๆ ถ้าทำเราแพ้ยาอีก จะรับผิดชอบไหมเนี่ย ในอนาคตยิ่งรักษาลำบากขึ้นอีก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นึกไปนึกมา ก็ระลึกคำพูดอาจารย์ท่านหนึ่งที่เคยแนะนำผมไว้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แกว่า ทางออกที่ดีในอุดมคติน่าจะต้องแก้ปัญหาด้วยการออกกำลังกาย สร้างภูมิคุ้มกันพื้นฐาน ให้ร่างกายแข็งแรงไม่ว่าจะเผชิญกับอะไรก็ตาม วิธีนี้น่าจะดีกับร่างกายในระยะยาวมากกว่า ผลข้างเคียงก็น้อย เสียก็แต่มันไม่เห็นผลเฉพาะหน้า รักษาอาการฉาบฉวยระยะสั้นไม่ได้เร็วทันใจ แต่ต้องอดทน อาศัยความสม่ำเสมอ เผลอนิดเดียว ขี้เกียจเมื่อไหร่ เป็นต้องนับหนึ่งใหม่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่วิธีนี้ มันขัดสันดานหมอ ที่เห็นโรคทีไร เป็นต้องนึกถึงยาก่อนทุกที อัดยาเข้าไป เน้นปราบโรค มากกว่าป้องกัน เน้นแก้ปัญหาที่ปลายเหตุมากกว่าขจัดเงื่อนไขไม่ให้เกิดโรค &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมก็ไม่ได้โทษหมอหรอก ไม่ได้กล่าวหาว่าหมอนิสัยไม่ดีเลี้ยงไข้ผม ไม่ได้มีอคติกับหมอ แต่หมอก็มีสันดานหมอ เหมือนที่ครูก็มีสันดานครู ทหารก็มีสันดานทหาร นักการเมืองก็มีสันดานนักการเมือง เคยชินอะไร ทำอะไรบ่อยๆ ก็ติดไปอย่างนั้น หล่อหลอมเป็นตัวตน จนบ่อยครั้งลืมตัวกลายเป็นหุ่นยนต์เวลาตอบสนองกับสถานการณ์เฉพาะหน้า  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆ แล้ว จะว่าไป การออกกำลังกายก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องยากลำบากอะไรหนักหนา แต่ที่ผ่านมาผมมักทำไม่สำเร็จ เพราะความขี้เกียจ บางทีก็คิดเข้าใจตัวเองแบบชุ่ยๆ ว่า เออ ... ยอมรับความจริงเหอะ เรามันขี้เกียจ ออกไปได้ไม่กี่น้ำ เดี๋ยวก็เลิก กินยาไปนั่นแหล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้านั่งตรองตอนมีสติ กลับคิดอีกแบบ เพราะถ้ามัวแต่ยอมรับความจริงว่าตัวเองมันขี้เกียจ ไม่คิดเปลี่ยนอะไรทำอะไรให้ตัวเองดีขึ้น ยอมรับมันง่ายๆซะงั้น ก็ต้องดักดานรับกรรมเผชิญภูมิแพ้ ต้องอัดยามันต่อไป จะรักษาหายหรือเปล่าก็ไม่แน่ แถมอาจเกิดผลข้างเคียง เป็นใจให้เชื้อโรคไปอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คิดไปคิดมา อ้าว ดันเห็นหน้าท่านนายกกับเนติบริกร(1) ดันทะลึ่งไปนึกถึงพระราชกำหนดอะไรนั่นสักฉบับหนึ่งเฉยเลย สงสัยอัดยาไปมากเกิน เลยเพี้ยนได้ซะขนาดนี้  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเจ็บไข้ได้ป่วย 1-2 อาทิตย์นี้ พักผ่อนนั่งเล่นเน็ต อ่านข่าวตามเวป อ่านกระทู้ตามบอร์ด แวะอ่าน blog ไม่รู้ทำไมช่วงนี้อาการภูมิแพ้เหมือนยิ่งกำเริบ อ่านกระทู้ อ่าน blog บางที่แล้ววิงเวียน ไอแค่กๆขื่นๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว น้ำหูน้ำตาจะไหลเอา บางทีถึงกับคลื่นไส้อาเจียนเอาเลยก็มี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่าแล้วก็ไปนอนดีกว่า ท่าทางจะป่วยการเมืองแทรกซ้อนอีกโรคหนึ่งแล้ว&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-112210378824103648?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112210378824103648'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112210378824103648'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/07/blog-post_23.html' title='โรคภูมิแพ้'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-112175102124730357</id><published>2005-07-19T00:53:00.000-04:00</published><updated>2005-07-20T02:45:14.186-04:00</updated><title type='text'>มองมุมซ้ายจากสำนักหลังเขา</title><content type='html'>แม้อยู่ระหว่างปิดเทอมภาคฤดูร้อน แต่เวลานี้ ศิษย์เพื่อนและศิษย์พี่ของผมต่างเรียงหน้ากันสอบไล่วิทยานิพนธ์ราวกับเป็นเทศกาล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่เป็นสัญญาณเตือนว่า เพื่อนฝูงที่สนิทสนม 3 คน กำลังจะอำลาสำนักหลังเขาแห่งนี้ไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้นสัปดาห์หน้า Arjun เพื่อนชาวอินเดียจะลงสนามครั้งสุดท้าย หลังจากฝึกวิชาที่นี่รวม 7 ปีเต็ม เจ้าตัวได้งานเรียบร้อยแล้ว กำลังจะย้ายไปสอนวิทยายุทธ์ต่อที่ UMass Boston   Arjun ถือเป็นศิษย์คุณภาพเลิศของสำนักหลังเขา เป็นที่นับถือของเพื่อนฝูง มีความครบเครื่องทั้งความรู้ ความคิด ความรับผิดชอบ และนิสัยใจคอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย้อนกลับไปสัปดาห์ก่อนหน้า Andong สหายจีนสอบไล่วิทยานิพนธ์สำเร็จ รายนี้อยู่มา 6 ปี กำลังจะบินกลับเมืองจีนสัปดาห์หน้า เข้าใจว่าได้งานที่สถาบันวิจัย Marxism ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงปักกิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไปนั่งให้กำลังใจ Andong สอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์มาด้วย นอกจากอยากเชียร์เพื่อนแล้ว ยังอยากไปดูเชิงการสอบไล่วิทยานิพนธ์ของสำนักหลังเขาด้วย เพื่อเตรียมขึ้นสังเวียนในอนาคตอันไม่ใกล้ไม่ไกล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การสอบจะเริ่มต้นด้วยการให้เจ้าตัวนำเสนองานที่ตัวเองนั่งทำอยู่กว่า 3 ปี ในเวลาครึ่งชั่วโมง จากนั้น คณะกรรมการทั้งสามก็ผลัดกันถามคำถามและออกความเห็นต่ออีกประมาณชั่วโมงครึ่ง โดยมากจะให้เกียรติกรรมการที่มาจากนอกคณะถามก่อนคนแรก การสอบของสหาย Andong มีเรื่องตื่นเต้นบ้าง ต้องเผชิญบทโหดเป็นระยะๆ แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดี บทสนุกเห็นจะเป็นตอนที่อาจารย์เถียงกันเองมากกว่า  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังถามคำถามจนหายอยาก อาจารย์ที่ปรึกษาก็ส่งมอบกุญแจห้องทำงานให้ Andong และเพื่อนมิตรเข้าไปนั่งรอ ส่วนกรรมการปิดห้องคุยกันต่อ จากนั้นประมาณ 15-20 นาที อาจารย์ที่ปรึกษาเดินมาเปิดประตูห้องทำงาน ตรงเข้าจับมือและสวมกอดว่าที่ ดร. คนใหม่ แล้วเอ่ยปากชวน Dr.Andong และผองเพื่อนเข้าห้องไปเปิดแชมเปญฉลองร่วมกัน เรามีกัน 6 คน อาจารย์อีก 3 คน หมดเชมเปญขวดใหญ่ไป 2 ขวด รินฉลองกันด้วยถ้วยพลาสติกนี่ละ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานเลี้ยงยังไม่เลิกรา เย็นวันเดียวกัน อาจารย์ที่ปรึกษาคนเดิมเปิดบ้านทำอาหารเลี้ยงฉลอง ดร.ใหม่หมาด พวกเราก็ยกพลไปกินฟรีกันต่อ คุยกันสนุกสนานถึงดึกดื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนถึงวันนี้ งานเลี้ยงก็ยังไม่เลิกรา คืนนี้ ท่าน ดร.Andong ผู้มีสัญลักษณ์ประจำตัวคือเข็มกลัดประธานเหมาสีแดงสดที่อกเสื้อ จะเปิดบ้านทำบาร์บีคิวแบบเสฉวนให้พวกเราได้ลิ้มชิมรสก่อนเหินฟ้ากลับบ้าน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจาะเวลาหาอดีตเมื่อกลางเดือนที่แล้ว Edsel เพื่อนสนิทชาวฟิลิปปินส์ร่วมรุ่นผมก็เพิ่งสอบไล่วิทยานิพนธ์ ได้ ดร. เรียบร้อยเป็นคนแรกของรุ่น โดยใช้เวลาเพียงแค่ 4 ปี เท่านั้น เจ้าตัวได้งานที่ UNDP กรุงโคลอมโบ ประเทศศรีลังกา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความรวดเร็วปานกามนิตหนุ่มของนาย Ed เป็นข่าวโด่งดังโจษขานทั่วสำนักหลังเขา เพราะพ่อคุณเป็นรายแรกในรอบทศวรรษหรือสองทศวรรษที่ใช้เวลาไม่ถึง 5 ปี หากนับย้อนไปสัก 30 ปี คงมีเพียง 2-3 คนเท่านั้น ที่คว้าปริญญาเอกได้ฉับไวเช่นนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างที่ผมเคยเกริ่นให้ฟัง นักเรียนเอกสำนักหลังเขา ส่วนมากจะใช้เวลาประมาณ 7-8 ปี กว่าจะจบปริญญาเอก โดยมากจะลงสนามสอบข้อเสนอวิทยานิพนธ์กันประมาณปีที่ 5&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7 ปี อย่างสหายอินเดียถือว่าปกติธรรมดา  6 ปีอย่างทายาทประธานเหมาถือว่าขยันขันแข็งกว่าคนอื่น   ยิ่งมาเจอ 4 ปีอย่างเพื่อน Ed นี่ outlier ไปเลยครับท่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันก่อนผมไปกินข้าวดวดเบียร์กับเพื่อนร่วมสำนัก เลยนั่งไล่กันว่า ศิษย์ร่วมสำนักคนไหนควรรับตำแหน่ง 'พี่ใหญ่' ที่ใช้ชีวิตที่สำนักยาวนานที่สุด นับไปนับมา พวกเรายกตำแหน่งศิษย์พี่ใหญ่ให้ ท่านพี่ Tony ครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอกสารประวัติศาสตร์ชี้ว่า พี่ Tony เรียนที่สำนักมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980s !!! &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงวันนี้วิทยานิพนธ์ยังไม่แล้วเสร็จ ตอนนี้ท่านก็อยู่ที่สำนัก ถ่ายทอดวิชาให้นักเรียนปริญญาตรีที่สำนัก ควบกับตำแหน่งอาจารย์ที่ปรึกษาของเหล่าเด็กปริญญาตรี ผมเจอแกที่คณะบ่อยๆ เพิ่งรู้วันก่อนนี่เองว่า ท่านยังมีชื่อเป็นนักเรียนอยู่ นึกว่าแกจบแล้วมาสมัครเข้าทำงาน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถัดจากพี่ Tony ก็มาพี่ Mark ครับ ผมเคยมีบุญได้เจอตัวเป็นๆ 2 ครั้ง ท่านเป็นเพื่อนร่วมออฟฟิศของคุณ Ed ผมเคยจิ๊กหนังสือ Game Theory ของแกที่วางฝุ่นจับในออฟฟิศมาใช้เรียนเทอมหนึ่ง  พี่ Mark นี่อยู่มาตั้งแต่ทศวรรษ 1990s ช่วงต้น แหล่งข่าวรายงานว่า พี่ท่านเปลี่ยนหัวข้อวิทยานิพนธ์มาหลายหัวข้อแล้ว จนตอนนี้อาจารย์ที่ปรึกษาเกษียณพ้นคณะไปแล้ว แต่ท่านพี่ยังเฝ้าคณะอยู่ ไม่ไปไหน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศิษย์พี่ในตำนานมิได้มีแค่ท่านทั้งสองนะครับ แต่พวกเราจนใจจะเอ่ยชื่อ เพราะท่านเหล่านั้นหายสาบสูญไป และกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก วันดีคืนดี ปู่คณะในตำนานเหล่านี้ก็ปรากฏตัวมาให้ได้เห็นกระจ่างเป็นบุญตา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังเช่นกรณีคลาสสิกของศิษย์พี่ท่านหนึ่ง (จำชื่อไม่ได้)  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านพี่รายนี้ทำวิทยานิพนธ์กับอาจารย์ที่ปรึกษาคนเดียวกับสหาย Ed แกได้ชื่อว่าเป็นนักเรียนสำนักหลังเขามา 16 ปีแล้ว ลองจินตนาการดูนะครับว่า ถ้าพี่แกเกิดทำลูกติดขึ้นมาตั้งแต่ตอนเรียนปี 1 ตอนนี้ลูกก็โตอายุ 16 ขวบ ใกล้บรรลุนิติภาวะเต็มแก่ จะเลือกตั้งได้แล้ว พ่อยังไม่ได้ ดร. เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องของเรื่องคือ แกหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยเป็นเวลา 5 ปีเต็ม ไม่มีใครสักคนรู้ว่าเขายังมีชีวิตหรือไม่ อยู่อย่างไร ทำมาหาเลี้ยงชีพเช่นใด แม้กระทั่งอาจารย์ที่ปรึกษาก็ไม่ได้รับการติดต่อจากเขาอีกเลย วันดีคืนดี ท่านก็มาปรากฏตัวที่คณะซะงั้น เขากลับมาแล้ว กลับมาพร้อมทำวิทยานิพนธ์ต่อแล้วครับ เป็นที่ตื่นตาตื่นใจกันอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกรุ่น 15 ปี up ผมไม่รู้จักไม่กี่คนเอง แต่รุ่น 10 ปีนี่ รู้จักหลายคนทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปรัชญาการเรียนการสอนในคณะผมถือว่าแตกต่างจากโรงเรียนอื่นๆ มากทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่นี่ เราเรียนสอนกันอย่างเสรี แต่ละปี สำนักผมรับนักศึกษาประมาณ 10-14 คน เมื่อรับมาแล้ว ไม่มีการคัดคนออก ถือว่าหากคณะรับคนไหนแสดงว่าคนนั้นมีศักยภาพที่จะเรียนจบได้ ไม่ได้คิดประเภทรับมากก่อนแล้วไล่ออกคัดทิ้งภายหลัง แต่ก็มีบ้างที่ไม่ชอบแล้วลาออกไปเอง ใครสอบประมวลไม่ผ่าน ก็สอบกันไปเรื่อยจนผ่าน ใครอยากอยู่นานก็อยู่ไป ไม่มีเกณฑ์ขั้นสูงว่าต้องจบภายในกี่ปี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าคณะรับใครแล้ว นักเรียนทุกคนมีสิทธิจะเข้ามาอยู่ใน pool TA (ผู้ช่วยสอน) และ TO (สอนเองทั้งคอร์ส) ทุกคน ไม่ว่าเรียนอยู่ปีไหน แก่ขนาดไหนก็ตาม เรื่องนี้ผมเคยเล่าให้บ้างแล้วในตอน &lt;a href="http://pinporamet.blogspot.com/2005/03/1.html"&gt;สำนักหลังเขาของผม (1)&lt;/a&gt;  (ส่วนถ้าอยากอ่านตอนสองประกอบ ก็อ่าน &lt;a href="http://pinporamet.blogspot.com/2005/03/2.html"&gt;ที่นี่ &lt;/a&gt;) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยทั่วไป เมื่อนักเรียนที่สำนักเรียนจบ Coursework และสอบประมวลวิชาได้เป็น Ph.D.Candidate แล้ว ก็อาจจะอยู่ที่สำนักต่ออีกสัก 1-2 ปี โดยสอนบ้าง นั่ง sit-in วิชาอื่นที่ตนไม่เคยเรียน คุยกับอาจารย์ เขียนเปเปอร์กับอาจารย์ เมียงมองหาหัวข้อวิทยานิพนธ์ ล่าอาจารย์ที่ปรึกษาไปเรื่อย แล้วจากนั้น ก็โบยบินครับ บ้างก็กลับประเทศไปทำงาน บ้างก็หางานในอเมริกาทำ เป็นอาจารย์บ้าง เป็นนักวิจัยบ้าง เป็น NGOs บ้าง เป็นบรรณาธิการบ้าง มีจำนวนน้อยยิ่งกว่าน้อยที่ตั้งหน้าตั้งตาทำวิทยานิพนธ์อย่างเดียวให้รีบจบๆ ไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจารย์ในสำนักเองก็ไม่ได้ใส่ใจว่าใครจะทำวิทยานิพนธ์ที่ไหน ไปนั่งทำที่บ้านเกิดหรือทำที่อเมริกา เวลาจะเดินทางไปมาก็ไม่ต้องคอยรายงานอาจารย์หรือ ฯพณฯ คณบดี เป็นลายลักษณ์อักษรแต่อย่างใด เขาให้เกียรติกัน ถือว่าโตแล้ว รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ รับผิดชอบตัวเองได้ และเข้าใจว่าชีวิตของแต่ละคนก็มีหนทางของตัวเอง เผชิญข้อจำกัดที่ต่างกัน ที่สำคัญ เขาฉลาดและโตพอที่จะแยกแยะว่าอะไรเป็นเรื่องงี่เง่า อะไรเป็นสารัตถะของการทำงานวิชาการ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4 ปีในสำนักหลังเขา ผมรู้สึกว่าที่นี่เป็นสำนักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่เหมือนที่ไหนในโลกนี้ ที่นี่มีเสน่ห์ของมัน มีลักษณะเฉพาะตัวของชุมชน มีวัฒนธรรมวิชาการที่น่าสนใจ บรรยากาศก็เต็มไปด้วยกลิ่นไอ (สังคมนิยม+เสรีนิยม)ประชาธิปไตย ปัญหาที่ทำลายการเรียนของผมก็คือ สภาพอากาศของบ้านนอกที่โหดร้ายและแปรปรวน หากอากาศแถวนี้ดีตลอดทั้งปี ผมจะเรียนด้วยความสุขที่สุดในโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประวัติศาสตร์สำนักหลังเขาของผมก็น่าสนใจมาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อก่อนสำนักหลังเขาของผมก็เป็นสำนักเศรษฐศาสตร์เกรดรองธรรมดาทั่วไป สอนเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก เพิ่งมาเริ่ม 'หันซ้าย' เอาเมื่อช่วงปลายสงครามเวียดนาม ประมาณ 1973-1975 ในขณะที่บรรยากาศสีแดงร้อนระอุทั่วสังคมอเมริกา และมีความขัดแย้งทางสังคม โดยเฉพาะการต่อต้านสงคราม เลยไปจนถึงวิถีการใช้ชีวิต และตั้งคำถามต่อลัทธิเจ้าโลกของสหรัฐอเมริกาเกิดขึ้นทั่วไป  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จุดพลิกผันสู่โฉมใหม่ของสำนักอยู่ที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยต้องการ 'ยกเครื่อง' คณะเศรษฐศาสตร์เสียใหม่ให้มีเนื้อหาสาระแตกต่างจากสำนักอื่น มาจบเอาที่ความต้องการปรับคณะเชิงสังคมศาสตร์ให้กลายเป็น Berkeley แห่งภาคตะวันออก ประมาณนั้น (ตอนนั้น Berkeley เอียงซ้าย อาจารย์รุ่นต่อมาของสำนักหลังเขาหลายคนก็จบจาก Berkeley)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความต้องการด้าน Demand ดังกล่าว มาตัดกับ Supply พอดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะห้วงเวลานั้น &lt;a href="http://www.santafe.edu/~bowles/"&gt;Samuel Bowles&lt;/a&gt; ถูกปฏิเสธตำแหน่งถาวรที่ Harvard University จากกระแสกีดกันฝ่ายซ้ายในวงวิชาการเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอเมริกา (โปรดอ่าน &lt;a href="http://www.people.umass.edu/pokpongj/02-01.htm"&gt;วิบากกรรมนักเศรษฐศาสตร์นอกคอก &lt;/a&gt;ของปกป้องประกอบ จะพอเห็นภาพและรับรู้บรรยากาศและอารมณ์ของวงการเศรษฐศาสตร์อเมริกาในขณะนั้น) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุการณ์นี้เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้อาจารย์เศรษฐศาสตร์ฝ่ายซ้ายหลายคนของ Harvard University ลาออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Bowles เป็นคน Massachusetts โดยกำเนิด เกิดในครอบครัวมีชาติตระกูล พ่อเคยเป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศอินเดีย  มีเกร็ดน่าสนใจว่า สมัย Bowles เรียนเอกที่ Harvard เขาเป็นเพื่อนร่วมชั้นกับอาจารย์อัมมารของเราด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากออกจาก Harvard  Bowles ได้มีโอกาสได้คุยกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยหลังเขาโดยบังเอิญ ผมจำไม่ได้แล้วว่า เขาเป็นคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย หรือคณบดีวิทยาลัยสังคมศาสตร์ แน่นอนว่า มหาวิทยาลัยหลังเขาของผมยื่นข้อเสนอให้ Bowles มาเป็น Professor ที่นี่ และสอนเศรษฐศาสตร์อย่างที่เขาอยากสอน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Bowles กลับไปนอนคิดแล้วนึกสนุก เขาเห็นว่า มาคนเดียวคงไม่สามารถสร้างคณะเศรษฐศาสตร์ทางเลือกที่หลากหลายได้ เลยคิดจะมากันเป็นทีม เริ่มจากไปชวน &lt;a href="http://www.people.umass.edu/gintis/"&gt;Herbert Gintis &lt;/a&gt;เพื่อนสนิทซึ่งเป็นอาจารย์ที่ Harvardด้วยกัน พร้อมทั้ง Richard Edwards ศิษย์เก่า Harvard อีกคนที่เพิ่งจบปริญญาเอกมาร่วมทีมปฏิวัติ  เท่านั้นยังไม่พอ เขาไปชวน &lt;a href="http://www.umass.edu/resnick-wolff/"&gt;Steven Resnick&lt;/a&gt; และ &lt;a href="http://www.umass.edu/resnick-wolff/"&gt;Richard Wolff&lt;/a&gt; คู่หูจาก Yale University (ซึ่งต่อมาทั้งคู่ย้ายไปสอนที่ City College of New York ช่วงหนึ่ง ก่อนจะย้ายมาสำนักหลังเขา)มาเสริมทัพ รวมเป็น 5 คน (ลองเข้าไปดูลิงก์ของ Resnick กับ Wolff จะเชื่อทันทีว่า เขาเป็นคู่หูกันจริงๆ)  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งห้ามาคุยกันว่าจะเริ่มต้นสร้างคณะเศรษฐศาสตร์ในฝันของพวกเขาอย่างไร คุยเสร็จ Bowles ก็ไปเจรจากับทางมหาวิทยาลัยว่า หากจะให้เขารับตำแหน่ง Professor ที่นี่ ต้องรับพรรคพวกเขาอีก 4 คนด้วยทั้งทีม แผนการของทั้งห้าคือจะร่วมกันสร้างคณะให้เป็นแหล่งวิชาเศรษฐศาสตร์ทางเลือกที่หลากหลาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายมหาวิทยาลัยก็ตอบรับ อาจารย์หนุ่มทั้งห้าเข้ามาเป็นอาจารย์ที่สำนักหลังเขา และพลิกโฉมคณะจนวิวัฒน์มาเป็นเช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ 30 ปีให้หลัง &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สงครามสำคัญแรกเริ่มที่เลือดใหม่ฝ่ายซ้ายทั้งห้าต้องเผชิญก็คือ การเมืองในคณะ เกิดการงัดข้อระหว่างฝ่ายขวาเดิมกับฝ่ายซ้ายที่เข้ามาใหม่ การสู้รบกินเวลาไม่นาน ฝ่ายขวาก็ปราชัย ทางหนึ่งก็เพราะผู้บริหารมหาวิทยาลัยสนับสนุนการ 'หันซ้าย' และอีกเหตุผลสำคัญคือ พวกอาจารย์ผมทั้งหลายนี้สอนหนังสือดีมากนะครับ แม้ลีลาจะแตกต่างกัน แต่สุดยอดทั้งนั้น  ทุกคนล้วนเป็นขวัญใจของนักศึกษา ตีตลาดเก่าแตกกระจุย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Bowles เป็นอาจารย์ที่ดีที่สุดที่ผมเคยเรียนด้วยที่นี่ (และดังที่สุดในสำนักหลังเขา)มาดนิ่ง ทรงภูมิ คมกริบ ไวมาก intellectual มาก ผมเคยเรียนเศรษฐศาสตร์สถาบันกับเขาก่อนที่เขาจะอำลาสำนักไปในปีต่อมา เป็นประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืม ยังจำเย็นวันหนึ่ง ในห้องเรียน หลังพักขณะ Bowles กำลังจะเริ่มสอน เพื่อนคนหนึ่งวิ่งขึ้นมาบอกว่า John Rawls ตายแล้ว Bowles ถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ขอเวลาออกไปทำใจนอกห้อง แล้วกลับเข้ามาสอนต่อ โดยเริ่มจากเล่าเรื่อง John Rawls ให้ฟังจากประสบการณ์ตรงของเขา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วน Gintis คู่หูของ Bowles เป็นคนมีความรู้เต็มเปี่ยม originality สูงมาก ความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ เก่งโมเดล แต่ไม่มีความเป็นระบบระเบียบเท่าไหร่ แต่สอนหนังสือมัน เทคนิคเยอะ สอนสไตล์พวกอัจฉริยะที่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง อยู่ในโลกส่วนตัว หลังๆ แกไปทดลองเล่นเกมกับสัตว์แล้ว สนใจอ่านพวกชีววิทยา โยงเข้ากับทฤษฎี Evolutionary Game ทางเศรษฐศาสตร์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่ากันว่า ตอน Gintis ประกาศเลิกเป็น Marxist แกถึงกับเอาหนังสือ Marx มาเผาทิ้งเลยทีเดียวเชียว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Wolff กับ Resnick คู่หู Marxist นี่ไม่ต้องพูดถึง ขวัญใจนักเรียนตลอดกาล ผลิตลูกศิษย์ Marxist จำนวนมาก เป็นเจ้าสำนัก Overdeterminist Marxism ที่ทั้งคู่คิดค้นขึ้นมา ว่ากันง่ายๆ ก็คือใส่วิถีคิดแบบ Post-Modernism เข้าไปในทฤษฎี Marx  นักเรียนปริญญาตรีจะชอบทั้งคู่มาก เพราะสอนหนังสือสนุก ตื่นตาตื่นใจ ลีลาเป็นเลิศ พูดเก่งมีพลัง ผมเคยไปนั่งเรียนวิชาที่ Wolff กับ Resnick สอนพร้อมกัน (พร้อมกันเลยนะครับ ไม่ใช่ผลัดกันบรรยาย) เลยได้ไอเดียเอาไปปรับใช้ โดยออกแบบวิชาสอนคู่กับภาวินพร้อมกันที่สำนักท่าพระจันทร์ ต่างกันก็คือ Wolff กับ Resnick เขาเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย (ช่วยกันด่า) แต่ผมกับภาวินสอนคู่กันแบบมองซ้ายมองขวา (ด่ากันเอง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วน Rick Edwards นี่ ผมมาไม่ทันเจอ เพราะเขาลาออกไปเป็นคณบดีวิทยาลัยสังคมศาสตร์ที่ University of Kentucky ตั้งแต่ปี 1991 โน่นแล้ว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ถือว่าโชคดีที่ชีวิตในสำนักหลังเขาของผมมีโอกาสได้เจอเหล่าอาจารย์ที่ 'สร้าง' สำนักนี้ขึ้นมาด้วยมือของเขา ผมเข้ามาได้ปีหนึ่ง Bowles กับ Gintis ก็ออกจากคณะ แต่ทั้งคู่ยังเป็น Professor Emeritus มาสอนอยู่ปีละตัว ส่วน Wolff กับ Resnick แม้จะเริ่มอายุมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังสอนด้วยความมันและกวนเหมือนเดิม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย้อนกลับไปสู่การต่อสู้ระหว่างฝ่ายซ้ายกับขวาในคณะ เมื่อเริ่ม 'หันซ้าย' อีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อฝ่ายขวาเห็นท่าเพลี่ยงพล้ำกลุ่มหนุ่มซ้ายที่สดมาก เลยคิดการไปเชิญ Leonard Rapping มาจาก University of Chicago เพื่อเป็นคณบดีเพื่อคานอำนาจ  สำหรับคนที่ไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์ต้องขอเกริ่นให้ฟังว่า ถ้า UMass Amherst สำนักหลังเขาของผมอยู่ค่อนไปทางซ้ายสุด สำนักชิคาโกก็อยู่ไปทางขวาสุด คนละขั้วความคิดกันอย่างสิ้นเชิงละครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกฝ่ายขวาในคณะหารู้ไม่ว่า ระหว่างช่วงสงครามเวียดนาม Rapping ได้ 'หันซ้าย' ไปเสียแล้ว ดังนั้นเมื่อ Rapping มาถึง ก็มาเข้าพวกส่งเสริมกลุ่มฝ่ายซ้ายในคณะ และยังพา James Crotty อาจารย์หนุ่ม นักเศรษฐศาสตร์มหภาคฝ่ายซ้าย มาร่วมด้วยอีกคน  Rapping เสียชีวิตไปนานแล้ว ส่วน Crotty ตอนนี้ยังสอนอยู่ที่คณะ เป็นคุณลุงใจดี ขวัญใจนักศึกษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหล่านี้คือตัวละครสำคัญที่สร้างสำนักหลังเขาเป็นคณะเศรษฐศาสตร์ฝ่ายซ้าย หนึ่งในไม่กี่แห่งของสหรัฐอเมริกา ที่มีอายุยืนยาวกว่า 30 ปี ตัวละครเหล่านี้ยังโลดแล่นอยู่ที่สำนัก ผสมผสานตัวละครใหม่ๆ ที่สมาทานความเชื่อจากสำนักคิดที่แตกต่างกันอย่างหลายหลาก เราเลยได้คณะเศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจขึ้นมาประดับวงการอีกแห่งหนึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครสนใจดูรายชื่อและความสนใจของอาจารย์แต่ละคนในปัจจุบัน ก็ลองเข้าไปดูหน้าตาและประวัติได้ &lt;a href="http://www.umass.edu/economics/faculty.html"&gt;ที่นี่&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะเด่นสำคัญอีกประการหนึ่งของสำนักหลังเขาคือ กลุ่มนักศึกษาปริญญาเอกมีบทบาทสำคัญในคณะอย่างแข็งขัน ในรูปขององค์กรนักศึกษาปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ (EGSO) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;EGSO มีส่วนร่วมและพยายามมีส่วนร่วมในการบริหารและกำหนดทิศทางของคณะอย่างเข้มแข็ง มีอำนาจจัดสรรทุน TA กันเอง ไม่ให้อาจารย์มายุ่ง, มีตัวแทน EGSO เข้าร่วมเป็นกรรมการรับเข้าอาจารย์ใหม่ และสามารถออกเสียงโหวตเลือกผู้สมัครได้ด้วย, มีตัวแทน EGSO เป็นกรรมการรับเข้านักศึกษาปริญญาเอกใหม่, มีการประชุมร่วมกันระหว่างอาจารย์และนักศึกษาในหัวข้อสำคัญ เช่น ออกแบบหลักสูตรใหม่ การออกแบบ Governance ใหม่ของคณะ ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงเวลาที่ผมฝึกวิชาอยู่ที่สำนักหลังเขาจึงได้เห็น วิวาทะระหว่างอาจารย์และนักศึกษาหลายครั้ง เช่น ในการประชุมร่วมระหว่างนักศึกษาปริญญาเอกและอาจารย์ในคณะครั้งหนึ่ง คณบดีถึงกับร้องไห้กลางที่ประชุม ด้วยความสะเทือนใจ เมื่อมีการถกเถียงกันเรื่องนิยามของ 'เศรษฐศาสตร์การเมือง' ว่าครอบคลุมอะไร และวิชาเศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยเพศสภาพและเชื้อชาติของเธอ ถูกนักศึกษาบางคนกล่าวหาว่าไม่ใช่เศรษฐศาสตร์การเมือง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมได้เห็นการสู้รบระหว่างฝ่ายอาจารย์และนักศึกษาในกระบวนการรับอาจารย์ใหม่อย่างดุเดือด เพราะเสียงส่วนใหญ่ของนักศึกษาต้องการให้จ้างอาจารย์ Marxist แต่ฝ่ายอาจารย์ยืนกรานจะเลือกสายอื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมได้เห็นอาจารย์ร่วมคณะเขียนอีเมลเถียงกันอย่างมันหยดว่านิยามของ Marxist ที่ว่าคืออะไร ครอบคลุมถึงไหน  และPaul Sweezy เป็น Marxist หรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมได้เห็นนักศึกษาเขียนอีเมลอัดกันเอง เรื่องกลยุทธการเคลื่อนไหวเรื่องการรับอาจารย์ใหม่ และการต่อสู้ในประเด็นการร่าง Governance ของคณะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความแตกต่างหลากหลายทางความคิด อุดมการณ์ ลักษณะส่วนตัว ทั้งในหมู่อาจารย์และนักศึกษา เป็นบรรยากาศเฉพาะของสำนักหลังเขาที่น่ารักอย่างยิ่ง แม้จะมีการเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน แต่ก็ไม่ได้มีการถือเอามาเป็นเรื่องส่วนตัว ผู้คนในสำนักหลังเขา แม้กระทั่งเด็กนักเรียนดูจะมีวุฒิภาวะมากกว่าเหล่าคนแก่ผู้คิดว่าตนทรงภูมิในประเทศไหแลนด์ (ศัพท์พี่บุญชิต)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4 ปีที่ผ่านมา ไม่มีอาจารย์อาวุโสคนใดในคณะสำรากความอาวุโสมาเป็นธงนำในการถกเถียงกับคนรุ่นเด็กกว่า, ไม่มีอาจารย์คนใดฉ้อฉลใช้อำนาจรังแกศิษย์อ่อนวัยที่ทำตัวไม่น่ารักไม่ถูกใจตน, ไม่มีการเอ่ยอ้างความไว้วางใจหรือทำตัวเป็นผู้ผูกขาดความจริงเมื่อฝ่ายรากหญ้าเรียกร้อง Governance ที่โปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาคมมากขึ้น, ไม่มีชี้หน้าว่ากล่าวกลุ่มผู้เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงว่าสร้างความแตกแยก และทำลายทุนสังคมของชุมชน   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา บนหลักการแตกต่างแต่ไม่แตกแยก ภายใต้กระบวนการที่เป็นประชาธิปไตยและเคารพความเท่าเทียม เป็น norm ของสำนักหลังเขา ศิษย์ในสำนักจึงถูกฝึกโดยไม่รู้ตัวให้ชินชากับพฤติกรรมเหล่านี้จนเป็นวิถีชีวิตปกติ ไม่มีใครถือเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่มีใครถือว่าหักหน้า ไม่มีใครถือว่าไม่ไว้ใจกัน ดังที่สำนักเศรษฐศาสตร์บางสำนักรับม่ายยยด้ายยย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้มีอำนาจ ทั้งทักษิณและทักษิณีน่าจะลองมาใช้ชีวิต เปิดหูเปิดตา เรียนรู้โลกกว้างที่สำนักหลังเขาดูบ้าง แล้วจะหลงรักปิ่น ปรเมศวร์ มากขึ้นเอง เพราะปิ่นจะกลายเป็นเด็กเรียบร้อย น่ารัก และติ๋มไปเลย เมื่อเทียบกับเหล่าศิษย์ร่วมสำนัก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมได้พบเจอเพื่อนที่น่าสนใจมากมายจากหลากหลายประเทศ ตั้งแต่เลบานอน ซาอุ เบลเยี่ยม เยอรมัน แทนซาเนีย กานา มองโกเลีย รัสเซีย แอฟริกาใต้ ตุรกี ฯลฯ อยู่ที่บ้านนอกแล้วอดนึกขำในใจไม่ได้ว่า ที่สำนักท่าพระจันทร์เรียกขานผมว่าเป็นฝ่ายซ้าย แต่หากอยู่ที่สำนักหลังเขา ผมอยู่ริมขวาโน่น พวกซ้ายๆ ต้องพวก Anarchist คอมมิวนิสต์โน่น เพื่อนผมหลายคนเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศเขา หลายคนเคยมีส่วนร่วมในกระบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง เรียกร้องสิทธิมนุษยชน บ้างก็เป็นอาจารย์ บ้างเป็น NGOs กระทั่งเป็นทหารในกองทัพอเมริกันยังมีเลยครับ คิดดูว่ารวมกันแล้วหลากหลายขนาดไหน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ต้องพูดถึงว่า การเรียนในห้องเรียนจะถกเถียงกันมันขนาดไหน เพื่อนบางคนเป็นขาโหด เรียกว่า ส่ายหัวใส่อาจารย์ อัดอาจารย์ไม่ยั้งก็มี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชีวิตแต่ละช่วงในสำนักหลังเขาของผมจึงมีเรื่องมันๆ และแปลกประหลาดอยู่เรื่อยๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ล่าสุด เพื่อน Ed เพิ่งเล่าให้ผมฟัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนมันสอบไล่วิทยานิพนธ์เสร็จ แก้เล่มเรียบร้อย ขึ้นชั้น 10 ตึก Thompson หมายจะเอาใบปะหน้าวิทยานิพนธ์ไปให้คณบดีเซ็นชื่อเป็นอันจบสมบูรณ์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปรากฏว่าวันนั้นคณบดีไม่เข้า (ช่วงนั้นแกขาหัก เดินลำบาก) Ed ก็แวะไปห้องข้างๆ ที่พี่ Judy เลขาของคณบดีนั่งทำงานอยู่ หมายจะฝากใบปะหน้าไว้ให้คณบดีเซ็น  พี่ Judy เป็นหญิงร่างอ้วน นิสัยดีมาก จิตใจงาม รักต้นไม้ ทำงานหนัก คุยเก่งเป็นที่สุด ใครขึ้นไปหาไม่ได้ลงมาง่ายๆ ต้องคุยกับแกต่ออีกยาว พี่แกรักนักเรียนเหมือนพี่น้องร่วมสายโลหิต &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อ Ed ถามหาคณบดี  Judy ก็บอกว่าช่วงนี้คณบดีคงไม่ค่อยเข้ามา เพื่อนผมก็หน้าเสีย Judy ถามว่ามีอะไรให้เขาช่วย เพื่อน Ed บอกว่าเอาใบปะหน้าวิทยานิพนธ์มาให้คณบดีเซ็น เท่านั้น Judy ก็ยิ้ม แล้วบอกว่า ไม่ต้องเป็นห่วง สบายมาก เดี๋ยวเขาไปหาปากกาหมึกซึมก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนผมชักเห็นท่าไม่ดี เธอขอใบปะหน้า เธอหยิบปากกา ใช่แล้วครับ ... เธอกำลังจะจรดปากกาแล้วครับพี่น้อง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Ed ตกใจ รีบถามว่า จะทำอะไรเนี่ย แกตอบหน้าตาเฉยว่า ก็เซ็นให้ไง (ฮา) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Ed งงเป็นไก่ตาแตก บอกว่าพูดเป็นเล่นน่า  พี่ Judy ตอบทันควันว่าเซ็นมาหลายคนแล้วน้อง แล้วแกก็สอนเพื่อน Ed ของผมว่า นี่ลายเซ็นคณบดีนี่ต้องตวัดตรงปลายตรงนี้นะ สำคัญมาก เซ็นช้าๆ ไม่ต้องรีบ จะได้สวยๆ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แกฝึกเซ็นจนคล่องแล้วครับพี่น้อง นี่ไม่ใช่ครั้งแรก แกเซ็นแหลกมาหลายงานแล้ว คณบดีบอกไว้เอง เอกสารบางประเภท เซ็นแทนได้เลย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นไงครับ รู้จักคณบดีตัวจริงของสำนักหลังเขาหรือยัง !!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Anti-Hero มั่กๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฯพณฯ ไม่ต้องทำตัวเป็นกรรมการคนที่สี่ ไม่ต้องคอยแก้ I แก้ We ไม่มียึกยัก สู้เอาเวลาไปใส่ใจงานในหน้าที่ที่สำคัญกว่าดีกว่า คณะจะได้เจริญรุ่งเรือง ไม่จมปลักดักดานใช้เวลากับงานไร้สาระ ไม่หมกมุ่นกับภาระงานสร้างความยุ่งยากโดยไม่จำเป็นและไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นเลิศทางวิชาการ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนผมอีกคนก็เคยเจอ รายนี้จะให้อาจารย์ที่ควบตำแหน่ง Graduate Program Director เซ็นใบรับรองให้เร่งด่วน ปรากฏว่าอาจารย์เดินทางออกนอกเมืองพอดี อาจารย์ตอบมาทางอีเมลว่า ไม่ต้องกังวล ให้ไปหาคุณพี่ Doreen เลขาแกได้เลย เดี๋ยวจัดการให้เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนผมก็ไปหาด้วยความงงว่าจะจัดการอะไรได้ ... ได้สิครับ พี่ Doreen แกเซ็นให้เลย เหมือนเด๊ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเลยเพิ่งรู้ว่า เลขาสำนักหลังเขาแต่ละคนต้องฝึกการปลอมลายเซ็นต์เจ้านายกันไว้ทุกคน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ถ้ามาทำงานที่คณะเศรษฐศาสตร์ แห่งเมืองไหแลนด์ โดนเล่นงานโทษฐานผิดระเบียบ ไม่เคารพกฎ ไม่ให้เกียรติ ทำลายทุนสังคม (หรือเปล่าวะ)ฯลฯ กันระนาว แต่ไม่รู้ทำไม ความเจริญก้าวหน้าและบรรยากาศทางวิชาการในรัฐเอกสารที่สมบูรณ์แบบอย่างสำนักไหแลนด์ถึงตกต่ำเอาๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อะไรกันหนอคือ สารัตถะของสถาบันวิชาการ ทำไมหนอบางคนเป็นอาจารย์มาแทบทั้งชีวิต ตำแหน่งวิชาการก็สูงๆ ยังตีความกันไม่แตกอีก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;.....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะใช้ชีวิตด้วยวัฒนธรรมของสำนักหลังเขาในเมืองไหแลนด์ได้ไหมหนอ ปิ่น ปรเมศวร์ เคยเฝ้าถามกับตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนปลายปีที่แล้ว เขาก็ได้คำตอบ !!!&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/11404016-112175102124730357?l=pinporamet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112175102124730357'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/11404016/posts/default/112175102124730357'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pinporamet.blogspot.com/2005/07/blog-post_19.html' title='มองมุมซ้ายจากสำนักหลังเขา'/><author><name>pin poramet</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06619475390733660225</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://photos1.blogger.com/img/289/4524/640/manutdlogo.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-11404016.post-112132730637595314</id><published>2005-07-14T03:00:00.000-04:00</published><updated>2005-07-14T16:35:01.426-04:00</updated><title type='text'>วันชื่นคืนสุขแต่หนหลัง (Good Old Days)</title><content type='html'>ช่วงนี้เกิดอารมณ์คิดถึงเมืองไทยอย่างแรง นั่งเปิดดูรูปที่เก็บๆ ไว้ในคอมพิวเตอร์แล้วดันนึกครึ้มอยากโพสต์รูปขึ้นมาก่อนนอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/1600/pokpong%20book.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/320/pokpong%20book.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; รูปแรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานเปิดตัวหนังสือ 'คนไม่ใช่สัตว์เศรษฐกิจ' เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2547 วันเดียวกับการย้ายบ้านครั้งที่ 4 ในชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานจัดที่ร้านหนังสือ 'ริมขอบฟ้า' บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นอกจากขายหนังสือ ยังมีการตั้งวงคุยกันเรื่อง 'นายกไม่ใช่เทวดา คนธรรมดาไม่ใช่สัตว์เศรษฐกิจ' โดย อ.วรากรณ์ ภาวิน ธร บก.ภิญโญ และปกป้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนั้นพี่โญถามคำถามได้โหดเหี้ยมมาก เช่น นักเศรษฐศาสตร์จะอธิบายเหตุการณ์กรือเซะอย่างไร ? เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในรูป (จากซ้ายไปขวา) StrawHat (นั่งเก้าอี้) อดีตอาจารย์ที่ฮ็อตที่สุดในคณะ หัวหน้ากลุ่มเสือ (วันหลังผมกับ Kickoman จะรวมหัวกันเขียนเล่าเรื่องราวของเขาให้ผู้ชมได้อ่านกัน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(แถวยืน) เฒ่า อาจารย์มือเยี่ยมแห่ง มธบ. นักเขียนฝีมือดีที่เล่นตัวที่สุดในโลก ไม่ยอมเขียน blog ไม่ยอมรวมเล่ม, เฮียฮาร์ท เพื่อนรักผม หนุ่มแบงก์กรุงเทพที่ยังโสด, One Life อาจารย์หนุ่มที่เพิ่งหายโสด (แฟนสวยด้วย), กระต่ายน้อย อาจารย์หนุ่ม ขวัญใจสาววัย seventeen ที่ฮ็อตที่สุดในคณะ (ทั้งที่หน้าตาก็ไม่ได้หล่อไปกว่าผมตรงไหน) ผู้ถีบส่ง StrawHat (อ้างแล้ว) ไปเกาะอันไกลโพ้นด้วยความชอกช้ำ, ไอ้บุ้ง (นาม); ไอ้เหี้ยบุ้ง (นาม) ก็เรียก, Dawdle Man อดีตยอด บก. Echo หนังสือในตำนานของนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ภาคภาษาอังกฤษ ธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(แถวนั่ง) หญิง, ปกป้อง, แพรกับจุ๊บ คู่ผัวตัวเมียแห่งสำนักท่าพระจันทร์ ผู้กำลังจะไปฮันนีมูนต่ออีก 5 ปี ที่มิชิแกนเดือนหน้านี้, David Ginola ยอด blogger อีกคน, น้องปู สาวแบงก์กรุงเทพสุดน่ารัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ยืนเท่ขวาสุด) November Seabreeze blogger ที่เกียจคร้านที่สุดในโลก ไว้วันหลังจะเอารูปท่านมาโพสต์อีก ถ้ายังไม่รีบเขียน blog&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(นั่งชันเข่าตรงกลาง) O เพื่อนรักอันดับหนึ่งของผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/1600/00236_10.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/320/00236_10.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; รูปที่สอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาวินกับปกป้องไป 'มองซ้ายมองขวา' ให้นักเรียนมัธยมงงเล่น ที่ค่ายนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ จัดโดย กรรมการนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มธ ที่ศูนย์รังสิต เมื่อปีที่แล้ว ก่อนแยกย้ายกันไปเรียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นการเดินทางที่จ่ายค่าแท็กซี่แพงที่สุดในชีวิต กว่า 400 บาท (เที่ยวเดียว) ถ้าเป็นยุคสมัยนี้ คงเบิกได้ด้วยความยากลำบาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1176/924/1600/liverpool_seminar.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/b
