pin poramet's blog

Enjoy the world of bloggers !!!

Friday, March 25, 2005

ท่านประธานที่เคารพ

ได้อ่านข่าวเหตุการณ์ความวุ่นวายในรัฐสภาระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาลเมื่อวานนี้แล้ว ก็รู้สึกเศร้าใจต่อบทบาทของท่านโภชิน ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานรัฐสภา

แม้หลายคนจะบอกว่าดูจากภูมิหลังแล้วไม่รู้สึกประหลาดใจแม้แต่น้อยก็ตาม

แต่ก็มองอีกมุมหนึ่งได้เหมือนกันว่า ก็ดีแล้ว ที่ท่านมาอยู่ในที่ที่สมควรจะอยู่ มารับใช้ท่านผู้นำอย่างเปิดเผย ดีกว่าหลอกตัวเองไปทำตัวเป็นตุลาการในองค์กรอิสระ

นักการเมืองอัจฉริยะอย่างท่านโภชิน จะเป็นระเบิดเวลาอีกลูกหนึ่งที่จะสร้างความลำบากใจให้พรรคไทยรักไทยในอนาคต

ครอบครองสภาเบ็ดเสร็จขนาดนี้ แต่รุกไล่อีกฝ่ายจนไม่เหลือที่ยืนอีกนี่อันตรายนะครับ กลไกที่จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา ยามเกิดปัญหา มันจะพาลไม่ทำงานเอาเมื่อเราต้องการ อีกทั้งความไม่พอใจมันจะยิ่งอัดแน่น ถ้าไม่มีพื้นที่ให้ระบายออกบ้าง ระเบิดออกที แรงทำลายล้างยิ่งน่ากลัว

นึกๆ ไป การเป็นประธานหรือผู้นำที่ดีเป็นเรื่องยากลำบากมากนะครับ

เป็นอะไรที่ผมไม่ถนัดเอาซะเลย เพราะโดยสันดานแล้ว เกิดมาเป็นฝ่ายค้าน มากกว่าฝ่ายบริหาร

เป็นโรคภูมิแพ้ผู้มีอำนาจมาตลอดชีวิต

การเป็นผู้นำนั้น เก่งอย่างเดียวไม่พอ ดีอย่างเดียวก็ไม่พอ ต้อง 'เป็น' ด้วย

'เป็น' นี่นิยามอย่างไร ผมก็อธิบายลำบากเหมือนกัน คือลำพังใช้ 'ศาสตร์' อย่างเดียว มันไปไม่รอด ต้องมี 'ศิลป' ประกอบการทำหน้าที่ด้วย

พวกกอดตำรา กอดกฎระเบียบต่างๆ เป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ คิดแบบติดกรอบ ไม่รู้จักยืดหยุ่น พลิกแพลง ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่รู้จักซื้อใจชนะใจคน ตกม้าตายไปไม่รอดมาหลายรายแล้ว

'อำนาจ' มันใช้ปกครองคนได้อยู่ แต่มันใช้เข้าไปนั่งในหัวใจคนไม่ได้

ภายใต้คุณสมบัติอีกหลายอย่างที่ผู้นำพึงมี ผมคิดว่าการให้เกียรติคนเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่ง

คนเก่งและคนดีจำนวนมาก ที่ล้มเหลวในการเป็นผู้บริหาร ก็เพราะขาดคุณสมบัติสำคัญนี้

เพราะมักคิดว่าตัวเองเก่งและดีอยู่คนเดียวในโลก ตัวเองเท่านั้นที่หวังดีต่อองค์กร ตัวเองเท่านั้นที่รู้ว่าองค์กรควรจะเดินไปทางไหน คนอื่นมันเลว มันชั่ว ไม่เก่งเท่า ไม่รู้จริง ใครขัดแย้งกับตัวก็มักหาว่ามีวาระซ่อนเร้นกันหมด

คิดอย่างนี้เลยไม่ชอบฟังเวลาถูกวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อไม่เปิดใจรับคำวิจารณ์ แม้จะเป็นคำวิจารณ์ที่บริสุทธิ์ ผู้นำเลยมักหมกอยู่แต่ในโลกของตัว ที่มีตนเป็นเจ้าโลกเจ้าจักรวาลผู้ยิ่งใหญ่

คนดีคนเก่งเลยกลายเป็นคนเพี้ยนเอาได้ง่ายๆ

สุดท้ายผู้นำที่เลวเลยต้องแบกโลกทั้งหมดไว้บนบ่าคนเดียว งานก็หนักเกินทน เพราะไม่เคยไว้ใจคนอื่นนอกจากตัวเอง ต้องให้เวลากับเรื่องที่ไม่เป็นสาระมากขึ้น แถมยังทำลายทุนสังคมในชุมชนที่ตนเป็นผู้นำอย่างช้าๆ

เป้าหมายหลักในการทำงานก็เปลี่ยนไป จากแทนที่จะทำงานเชิงรุกให้ได้ผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายที่วางไว้ กลับกลายเป็นต้องทำงานเพื่อพยายามปกป้องตัวเองท่าเดียว ต้องทำงานแบบตั้งรับ ระวังไม่ให้ตนเองทำผิดกฎผิดระเบียบให้คนอื่นกลับมาว่าเอาได้ ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดระแวง เพราะขาดซึ่งความไว้ใจ ที่ตนเองเป็นผู้แรกสร้าง

เมื่อเป็นอย่างนี้ ความคิดสร้างสรรค์ในองค์กรก็ไม่เกิด สถาบันก็ไม่พัฒนา เพราะความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้ย่อมต้องการบรรยากาศแห่งการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกันของสมาชิกในชุมชน ระบบผู้นำเข้มแข็งเป็นระบบที่ทำลายความคิดสร้างสรรค์อย่างร้ายกาจ ทำลายความรู้สึกมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของในองค์กรของสมาชิกระดับรากหญ้า ทั้งที่สมาชิกระดับรากหญ้าคือกลจักรตัวจริงที่ขับเคลื่อนสถาบันไปข้างหน้า

แม้จะไม่ได้ตั้งใจ แต่นี่คือวิถีที่คนดีคนเก่งมักทำลายองค์กรของตนโดยไม่รู้ตัว

โดยเฉพาะสถาบันที่เรียกร้องความคิดสร้างสรรค์ในระดับสูง ต้องใช้ภูมิปัญญามาก หากมีผู้นำประเภทนี้ ก็รังแต่จะพาไปสู่ความเสื่อม

แล้วผู้นำที่ดีควรจะมีความเป็นกลางหรือไม่ ?

ผมเป็นคนไม่ให้ความสำคัญกับ 'ความเป็นกลาง' เท่าไหร่ เพราะไม่เชื่อว่ามันมีจริง และไม่เชื่อว่ามันจำเป็นต้องมี

คนเป็นผู้นำเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่นะครับ

ตัวตนของประธานจะไม่เป็นกลางก็ไม่เป็นไร แต่ต้องเป็นมืออาชีพ ให้เกียรติสมาชิก และเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายที่เห็นต่างอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่พอตัวเองคิดเห็นอย่างหนึ่ง ก็ไปจำกัดสิทธิของอีกฝ่ายที่เห็นต่างจากตน มองอย่างดูถูก หรือเต็มไปด้วยอคติ

ไม่เป็นกลางได้ แต่ไม่ควรมีอคติ

ผู้นำที่ดีต้องมีขันติในการรับฟังสิ่งที่ตนเองไม่อยากได้ยิน

ผู้นำที่วางตัวเหมาะสม ต้องรู้จังหวะจะโคนในการแสดงตัวตนที่ไม่เป็นกลางของตนออกมา จะไปเถียงสมาชิกคำต่อคำในที่ประชุมดูจะไม่ใช่ที่ เพราะตัวเองมีฐานะเป็นผู้ควบคุมการประชุม โดยเฉพาะการประชุมที่ประกอบด้วยสมาชิกสองฝั่ง หากประธานทำตัวเอียงข้างอย่างชัดเจนขณะปฏิบัติหน้าที่ ถึงกับต่อปากต่อคำกับสมาชิกผู้ร่วมประชุม ภาพลักษณ์ย่อมดูน่าสมเพชอย่างแก้ตัวไม่ขึ้น

การวางตัวให้เหมาะสมเป็นเรื่องยากที่จะหาจุดลงตัว ถ้าไม่ใช่เป็นคนที่เกิดมาเป็นผู้นำโดยธรรมชาติแล้ว ยากที่จะซ่อนตัวเองไว้ใต้หน้ากาก เพราะเมื่อถูกท้าทายจากเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดฝัน ตัวตนที่แท้จริงก็จะเผยออก

อำนาจน่ากลัวก็ตรงนี้ ทำลายคนมามาก เพราะมันช่วยเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงอีกด้านให้สาธารณชนได้รับรู้

อีกคุณสมบัติหนึ่งที่สำคัญคือ ผู้นำที่ดีต้องไม่เลือกใช้กฎเพื่อจุดมุ่งหมายซ้อนเร้นอะไรบางอย่าง และที่สำคัญกว่า ต้องไม่เลือกใช้กฎกับบางคน โดยเฉพาะคนที่ตนไม่ชอบหน้าหรือคิดเห็นต่างจากตน

อำนาจควรใช้ในทางสร้างสรรค์ มิใช่ทำลายล้าง

ถ้าจะอ้างหลักการ อ้างกฎระเบียบ ก็ต้องใช้ทุกกฎกับทุกคนในทุกเวลา

กฎมันถึงจะเป็นกฎ

พูดถึงกฎ กฎก็มีหลายประเภท มีลำดับความสำคัญที่แตกต่างกัน ผู้นำที่ฉลาดต้องมองเนื้อแท้ของกฎให้ทะลุว่า กฎแบบใดเป็นสารัตถะสำหรับสถาบันนั้น กฎใดเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ กฎใดเป็น red tape กฎใดเป็นการสร้างภาระโดยไม่จำเป็นให้เกิดขึ้น

กฎเหล่านี้ควรหาทางยุบเลิกอย่างเป็นทางการ กฎกติกาเป็นสิ่งที่มีพลวัต และไม่ควรถูกมองเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาให้คงที่อยู่แล้ว

การตัดสินให้คุณค่าต่อกฎต่างๆ และการจัดลำดับความสำคัญของกฎกติกาต่างๆ ย่อมสะท้อนตัวตน วิสัยทัศน์ และความสามารถของผู้นำออกมา ผู้นำที่หมกมุ่นอยู่กับกฎที่ไร้สาระ ย่อมไม่สามารถนำพาความเจริญมาสู่สถาบันได้ เพราะต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรไปบังคับใช้กฎที่ไม่มีแก่นสาร แทนที่จะมุ่งปฏิรูป

บางครั้งการใช้กฎเล็กกฎน้อยที่ไม่เป็นสาระมาทำลายคนทำงาน เป็นเรื่องได้ไม่คุ้มเสีย Good Will เป็นสิ่งสำคัญภายในตัวองค์กร การนำพาองค์กรอย่างราบรื่นใช้แต่พระเดชไม่ได้ หากต้องซื้อใจลูกน้องด้วยพระคุณด้วย

ยิ่งใช้พระเดชบ่อยๆ ยิ่งเคยชินต่อการใช้อำนาจ และยิ่งง่ายต่อการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล

ผู้นำที่เก่งคือคนที่ได้รับความเคารพนับถือโดยไม่ต้องพึ่งอำนาจ ลูกน้องยินดีทำงานให้เต็มหัวใจโดยไม่ต้องเอ่ยปากขอ สามารถทำให้คนที่ถูกปกครองรู้สึกเหมือนไม่ได้ถูกปกครอง

คล้ายกับที่คัมภีร์สงครามกล่าวไว้ว่า ชัยชนะที่แท้จริงจักเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้แพ้ไม่รู้สึกว่าตนคือผู้แพ้

ผู้นำที่ดีหาได้ที่ไหนครับ

ผมโหยหาเหลือเกิน